ครอบครัว

ความคาดหวังของพ่อแม่กับเส้นทางชีวิตที่ลูกเลือกเอง

น.ส.ภัทรา  สุดสาคร  นักจิตวิทยาคลินิก กล่าวว่า เป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะคาดหวังกับลูก อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง พ่อแม่มักจะหยิบยื่นสิ่งที่คิดว่าดีให้ลูกอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่พ่อแม่ทำไป ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด ทุกคนสามารถมีความคาดหวังได้ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเป็นความคาดหวังร่วมกัน  อยากจะให้พ่อแม่ลองถามลูกบ้าง  ว่าลูกสนใจอะไร ชอบแบบไหน มีความสุขที่ได้ทำอะไร อยากจะเป็นอะไรในอนาคต  พ่อแม่สามารถบอกความต้องการและการแนะนำของตนเองได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยตัดสินใจ แล้วค่อย ๆ นำมาพิจารณาร่วมกันภายใต้ปัจจัยที่เป็นไปได้ แต่ท้ายที่สุดอาจจะต้องเคารพการตัดสินใจของลูก เพื่อให้เค้าเรียนรู้ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

 “ บางครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียว มักถูกคาดหวังสูงมากและความคาดหวังอาจกลายเป็นการบังคับเส้นทางของลูก ”

ครอบครัวบางครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียวในบ้าน จะถูกคาดหวังเป็นพิเศษอย่างมาก อาจถึงขั้นกลายเป็นการบีบบังคับเส้นทางของลูก ให้ลูกต้องทำตามในสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง ในสิ่งที่อยากให้ลูกเป็น เมื่อพ่อแม่ไปเจอเพื่อนบ้านหรือญาติที่มีลูกที่ประสบความสำเร็จ  ที่เป็นอาชีพมีเงินเดือนสูงและมีความมั่นคง เช่น แพทย์ วิศวกร เป็นต้น  จึงไม่แปลกเลยที่พ่อแม่จะต้องคาดหวังในตัวลูกอย่างมาก แม้แต่ครอบครัวที่มีลูกหลายคนก็ตาม

เพราะอะไรพ่อแม่ถึงคาดหวังในตัวลูกมาก ”

เพราะความเป็นห่วงและความรักลูก อยากจะให้ลูกมีอนาคตดี แต่เส้นทางที่พ่อแม่ได้เลือกไว้ให้ อาจกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะการสื่อสารสำหรับพ่อแม่ ที่ดูจะเป็นห่วงและรักลูกอยู่เสมอ มันอาจเป็นความรักที่มาจากใจของพ่อแม่อย่างแท้จริง แต่สำหรับลูกบางคน อาจรู้สึกอึดอัดจากความคาดหวังนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วลูกต้องการความใส่ใจเป็นอย่างมาก อยากจะปรึกษา อยากจะเล่าความในใจ อยากจะบอกพ่อแม่ว่าลูกอยากเป็นสิ่งนี้ แต่ลูกก็กลัวว่าจะกลายเป็นความอกตัญญูแทน

ลูกอยากจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในสิ่งที่พ่อแม่ได้คาดหวังไว้ แต่หากความคาดหวังสูง ลูกก็จะต้องเป็นคนแบกรับความคาดหวังที่มากตามไปด้วย

“ลูกยอมฝืนตนเอง เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ”

หากสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง กับสิ่งที่ลูกอยากเป็นนั้นไม่สอดคล้องกัน ลูกหลาย ๆ ครอบครัวยอมฝืนที่จะเรียนทางด้านนั้น ยอมอ่านหนังสื่อในสิ่งที่จะสอบเข้าที่พ่อแม่ได้คาดหวังไว้ แต่พอลูกสามารถสอบเข้าไปเรียนในมหาลัยและคณะนั้นได้แล้ว แต่เรียนไม่ไหว หรือไม่ชอบ ก็อาจทำให้ ต้องดรอปเรียน ย้ายคณะ หรืออาจจะเครียดจนอาจทำให้มีมีปัญหาทางด้านจิตเวชได้

“ เส้นทางที่ลูกเลือกและความเป็นไปได้อนาคตของลูก ต้องดูศักยภาพของลูก ”

คุณพ่อคุณแม่ อาจคอยช่วยลูกพิจารณาว่าเส้นทางที่ลูกเลือกนั้นจะไปรอดหรือไม่ ต้องดูทั้งทางด้านศักยภาพ ความชอบ ความถนัด และแนวโน้มการทำงานในอนาคตของสาขาที่ลูกเลือกเรียน ว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะส่งลูกให้ถึงฝั่ง พ่อแม่หลาย ๆ คนก็อยากให้ลูกนั้นประสบความสำเร็จมากกว่าตัวพ่อแม่หรืออยากจะให้ลูกมีอาชีพที่สามารถดูแลคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

“ บทสัมภาษณ์จากรายการเจาะใจของคุณ ธนกฤต พานิชวิทย์ หรือ คุณว่าน ที่เป็นศิลปินร้องเพลง ”

คุณว่านได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ “เจาะใจ” ในเรื่องทางเดินชีวิตของตนเองในช่วงรอยต่อจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาได้บอกกับแม่ว่าอยากจะเรียนคณะที่เกี่ยวกับดนตรี หลังจากที่คุยกันอยู่หลายรอบ คุณแม่ก็ยอมให้เรียน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องได้เกรด 3 ทุกเทอม ถ้าไม่ได้เกรด 3 ทุกเทอม แสดงคุณว่านรักในอาชีพนี้ไม่จริง สุดท้ายแล้วคุณว่านก็ประสบความสำเร็จได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบกับงานที่ตนเองรักและยังสามารถเลี้ยงครอบครัวได้

 

อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคาดหวังได้ ไม่ว่าพ่อแม่หรือว่าตัวเรา  แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกเข้าใจกัน  คือเราจำเป็นจะต้องสื่อสารกัน เปิดใจคุยกัน ในสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายคาดหวังไว้  อนาคตของคุณสามารถเลือกเองได้ว่าจะทำสิ่งไหน แต่ในสิ่งที่ลูกเลือกเส้นทางเดินของตนเองแล้ว ก็จะต้องทำมันให้เต็มที่ เพราะพ่อแม่ได้เปิดโอกาสให้คุณได้เรื่องเส้นทางของตนเองแล้ว

 

อ้างอิงภาพ : https://bit.ly/2sgQAZi

บทความที่เกี่ยวข้อง

แม่ใช้เวลาตามหาลูกนานสามสิบปี

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต หากแม่คนหนึ่งจะพบลูกชายของตัวเองที่หายไปนานเป็น 30 ปี มันเกิดขึ้นแล้วกับครอบครัวของนางหม่า

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2532 นางหม่ากับครอบครัวประกอบด้วยสามี ลูกสาวและลูกชายชื่อเจี้ยน เจี้ยน อายุ 3 ขวบ วันหนึ่งในปีเดียวกันเจี้ยน เจี้ยนกำลังกับพี่สาวอยู่หน้าบ้านตามปกติ พ่อแม่ของเด็กชายคนนี้เลยออกไปทำธุระข้างนอกสักครู่ โดยไม่คิดว่าเมื่อกลับมาแล้วจะไม่พบลูกชายอีก

แน่นอนว่านางหม่าและสามีเสียใจที่รู้ว่าลูกชายตนเองหายไป ทั้งคู่พยายามออกตามหาทุกวิถีทางที่จะทำได้ เริ่มจาก
วิธีที่ 1 ออกไปเดินหาเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับลูกตามท้องถนนด้วยตัวเอง
วิธีที่ 2 ทำใบปลิวจำนวนพันใบเพื่อแจกจ่ายตามสถานีรถประจำทาง สถานีรถไฟและโรงพยาบาล
วิธีที่ 3 นางหม่าและสามีนำตัวอย่างดีเอ็นเอของพวกเขาไปลงทะเบียนเป็นฐานข้อมูลไว้ให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตามหาคนหายให้เจอได้

วันเวลาผ่านไปหลังจากที่ลองทำทั้งสองวิธีนี้ก็ยังไม่พบเบาะแสลูกชาย แม้ทั้งคู่จะพยายามอย่างหนัก นางหม่าอาศัยเวลาว่างของงานไปตามหาลูก สามีของนางหม่าก็เอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ลูกเล็กหายไป และสิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตของเขา คือ เขาเสียไปในขณะที่ยังคิดถึงลูกและรู้สึกผิดต่อลูกอยู่เต็มอก


อย่างไรก็ตาม ข่าวดีได้เกิดขึ้นแล้วในเดือนกันยายนปีพ.ศ.2562 นี่เอง นางหม่าพบลูกของตัวเองจากข้อมูลดีเอ็นเอที่เคยฝากไว้ โดยลูกของเธอตอนนี้อายุ 33 ปี และได้เปลี่ยนชื่อจากเจี้ยน เจี้ยนเป็น “ปินปิน” หลังจากอยู่ในความดูแลของครอบครัวบุญธรรมครอบครัวหนึ่ง

คำพูดที่คนเป็นแม่พูดทั้งน้ำตา เมื่อได้พบลูกชายครั้งแรกในรอบ 30 ปี คือ “ลูกชาย แม่มาแล้ว” “เจี้ยนเจี้ยน แม่เฝ้ารอวันนี้มานาน 30 ปีแล้ว”

ฝั่งลูกชายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวเช่นกันที่ได้เจอแม่ผู้ให้กำเนิดเขาอีกครั้งพร้อมปลอบแม่ว่า “อย่าร้องไห้เลยแม่” แล้วทั้งสองก็โผเข้ากอดกันท่ามกลางญาติๆ และครอบครัวบุญธรรมของนายปินปิน

พอเห็นเรื่องราวของนางหม่าแล้วแอดก็อยากให้ใครหลายคนที่อยู่ห่างกับครอบครัวในช่วงเทศกาลนี้กลับบ้านไปใช้เวลาร่วมกันซะเหลือเกินนะครับ

ในกรณีนางหม่าแทบไม่มีทางรู้เลยว่าลูกอยู่ไหน ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเจอ แต่สุดท้ายความพยายามตลอด 30 ปีก็ไม่ใจร้ายกับเธอเกินไป เธอได้พบกับลูกชายอีกครั้ง ในทางกลับกัน เรารู้ว่าระยะทางระหว่างเรากับบ้าน รู้ว่าเดินทางด้วยยานพาหนะอะไรที่จะทำให้ถึงที่หมายได้เร็วและปลอดภัยที่สุด เราลองเลือกกลับไปหาพวกเขาสักวันดีไหม กินข้าวร่วมกันสักหน่อยค่อยไปเคาท์ดาวน์กับเพื่อนๆ

แบบนี้ดีไหมครับ?

อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก http://bit.ly/37nI21p

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลูกคุยกับพ่อแม่อย่างสบายใจ

ถ้าอยากให้ลูกคุยกับเราอย่างสบายใจลอง ‘งด’ และ ‘ทำ’ ตามวิธีเหล่านี้ดูครับ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. ตีหน้าตึง
– เพราะจะคิดว่าพ่อแม่ต้องการเวลาส่วนตัว เนื่องจากเหนื่อยเรื่องงานกลัวจะไปสร้างความรำคาญให้ หรือพอจะเข้าไปคุยพ่อแม่กลับไม่สนใจที่จะฟังจนสุดท้ายทำให้เกิดระยะห่างระหว่างพ่อแม่กับลูกโดยไม่รู้ตัว
2. เอาเรื่องลูกไปเล่าต่อ
– ไม่มีใครชอบให้ตัวเองเป็นประเด็นไปพูดในทางไม่ดีหรอก ยิ่งออกมาจากคนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปใหญ่
3. บ่นขิงบ่นข่า
– การดุหรือเตือนลูกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าบ่นเรื่องที่ไม่สมควรเอามาเป็นสาระจะทำให้ลูกไม่เข้าใจและไม่อยากยุ่งด้วยได้
4. คอยจับผิด
– บางครั้งที่ลูกเล่าปัญหาของตัวเองให้พ่อแม่ฟังเพื่อต้องการคำแนะนำที่ดีและคำปลอบใจจากคนที่ไว้ใจได้ แต่ถ้าพ่อแม่คอยขัด

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. เล่นสนุกไปกับเด็กๆ
– ลองเปลี่ยนจากผู้ใหญ่ที่เคร่งขรึมเป็นคนชิลด์ๆ ดู เพราะเด็กๆ ชอบคนที่สนุกไปพร้อมกับเขา หากใครไม่ถนัดสายนี้ลองเริ่มต้นด้วยการทำเสียงตลกๆ อย่างขึ้นเสียงสูงตอนพูดเล่นกับเด็กๆ หรือหัดเล่นหูเล่นตาบ่อยๆ ลูกก็จะสนุกไปกับเราเอง
2. เคารพลูกในฐานะคนๆ หนึ่ง
– ไม่ว่าใครก็อยากโดนปฏิบัติด้วยสิ่งที่ดีๆ ใช่ไหม? ลูกคุณก็เช่นกัน ฉะนั้น อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของลูกไปพูดกับคนอื่นเลย
3. ทำตัวสบายๆ และอารมณ์ดี
– เข้าใจว่าการเป็นผู้ใหญ่มีหลายเรื่องที่เราต้องคิดและจดจ่ออยู่กับมันเลยทำให้หงุดหงิดง่าย แต่ผ่อนคลายดีกว่าเมื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ลูกๆ ของเรานี่แหละจะทำให้เราดีขึ้น
4. ไม่ต้อง ‘เป๊ะ!’ ตลอดเวลา
– โดยเฉพาะเวลาที่ลูกบ่นปัญหาของเขาให้ฟัง บางครั้งคุณอาจคิดว่าเขาก็มีส่วนผิดแต่ตอนนั้นอารมณ์ของเขาไม่ได้ปกติ ถ้าคุณยิ่งจับผิดเขาอีกก็ยิ่งจะทำให้ลูกน้อยใจได้

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2PVvOHK , http://bit.ly/2t4KKtK

อ้างอิงรูปภาพจาก
http://bit.ly/2SoEiIT ,<a href=”https://www.freepik.com/free-photos-vectors/people”>People photo created by jcomp – www.freepik.com</a>

บทความที่เกี่ยวข้อง

พ่อผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของลูก

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับน้องมิลค์ – ด.ญ.วรรรญา วรรณผ่อง เด็กสาวอายุ 12 ปี ตัวแทนประเทศไทยที่สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกได้สำเร็จ ครองแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน

กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ น้องมิลค์ให้ความรักให้กับกีฬาชนิดนี้ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ใช้เวลา 2 ชั่วโมงหลังเลิกเรียนเป็นอย่างน้อย รวมถึงอาวุธลับของเธอ “คุณพ่ออาวุธ” ที่พาแชมป์โลกคนนี้เข้าวงการโดรนเรซซิ่งและอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เป็นพี่เลี้ยงและเบื้องหลังคนสำคัญให้น้องมิลค์เสมอมา พอสรุปได้ดังนี้ครับ

1. คุณพ่ออาวุธพาน้องเข้าวงการนี้ตั้งแต่ 8 ขวบ เพราะสังเกตว่าน้องชอบมองเวลาตัวเองเล่นเฮลิคอปเตอร์บังคับ เวลาพาน้องไปงานแข่งเครื่องบังคับวิทยุต่างๆ น้องก็สนใจสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษก็เลยให้น้องมาลองบินโดรนซึ่งน้องก็เรียนรู้เร็วและทำได้ดีซะด้วย

2. พอเห็นว่าน้องมิลค์มีแวว พ่อก็เรียนรู้การเป็นโค้ชที่ดีและออกแบบการฝึกทักษะและการซ้อมบินโดรนต่างๆ ด้วยตัวเอง เวลาฝึกฝนเพียง 2 เดือน น้องมิลค์ลงแข่งรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ผลปรากฏว่าเธอสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที

3. ลงทุนซื้ออุปกรณ์บินโดรนราคาเกือบแสนบาทไทยให้น้องมิลค์เพื่อให้ได้มาตรฐานในการแข่งขัน

4. พาน้องมิลค์ฝึกซ้อมทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงหลังน้องเลิกเรียน แม้ในช่วงแรกจะฝึกฝนได้ยากและเหนื่อยเพราะยังไม่มีใบขออนุญาตบินโดรนจึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ

5. อยู่เคียงข้างน้องทุกแมชท์การแข่งขัน ไม่ว่าน้องจะลงแข่งขันรายการอะไรก็จะเห็นคุณพ่ออยู่ด้วยกันเสมอ อย่างในภาพประกอบบทความนี้ใกล้เวลาแข่งขันเข้าทุกทีแต่คุณพ่อก็ยังคงอยู่ข้างๆ ลูกจัดระเบียบอุปกรณ์ให้น้องมิลค์จนสุดท้ายน้องก็ป้องกันแชมป์สมัยที่สองได้ในที่สุด

ภาพความประทับใจของพ่อลูกคู่นี้ยังไม่หมด มาชมความน่ารักของทั้งคู่ได้ที่ภาพต่อไปได้เลยครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2EnHOuJhttp://bit.ly/34lwJ85http://bit.ly/2M1wl8C

อ้างอิงรูปภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=Uwg5hsdZsxk , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2

บทความที่เกี่ยวข้อง

แม่ที่อุทิศเวลาทั้งเช้าเพื่อคนในครอบครัว

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่องชินจังจอมแก่นอาจจะจำภาพ “โนฮาร่า มิซาเอะ” คุณแม่ของชินจังตัวเอกของเรื่องว่าจู้จี้ ขี้บ่น เจ้าอารมณ์และมีท่าไม้ตาย “กำปั้นสว่าน” เขกใส่สามีและลูกของตัวเองเสมอ

แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความเจ้าระเบียบนี้มาจากมิซาเอะหวังจะให้ครอบครัวดูดีและไม่น้อยหน้าใครต่างหากล่ะ

วันนี้ toolmorrow เลยลองหยิบตัวอย่างกิจวัตรช่วงเช้าของครอบครัวนี้มาให้ทุกคนรู้กันว่าเธอทำเพื่อครอบครัวอย่างไร

1. ตื่นก่อนทุกคนในบ้านเสมอ

– เพื่อให้ทุกคนในบ้านออกไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ทันในแต่ละวัน มิซาเอะจึงเป็นคนแรกของบ้านที่ต้องตื่นมาเพื่อปลุกทุกคนเสมอ

2. เตรียมอาหารเช้าสำหรับครอบครัว

– หากมีจานที่กองระเกะระกะบนโต๊ะอาหารที่กินไว้ตั้งแต่เมื่อคืน มิซาเอะคนนี้ก็ต้องรีบจัดการทำความสะอาดเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้กับสามีและลูกๆ กินในช่วงเช้า

3. เป็นตัวกระตุ้นและเรียกพลังให้คนในบ้าน

– แม้ว่าท่าทางการดึงพลังของมิซาเอะจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าใบหน้าที่เกรี้ยวกราดนี่แหละทำให้สามีอย่าง “โนฮาร่า ฮิโรชิ” ตื่นได้และพร้อมออกไปทำงาน

4. เก็บที่นอนให้คนในบ้าน

– ช่วงเวลาเพียงแว้บเดียวระหว่างที่พ่อลูกตระกูลโนฮาร่าดื่มด่ำกับมื้อเช้า มิซาเอะอาศัยจังหวะนี้ปลีกตัวออกมาในห้องนอนเพื่อเก็บที่นอนให้ทุกคนในบ้านอย่างเงียบๆ โดยไม่บ่นหรือว่าใครในบ้านไม่ช่วยเธอเลย

5. คนขับรถจำเป็นให้ชินจัง

– แม้ว่าชินจังจะมีรถรับส่งของโรงเรียนมารับทุกวัน แต่ก็มีหลายครั้งที่ชินจังตกรถเพราะความขี้เซา มิซาเอะเลยต้องไปส่งลูกด้วยจักรยานคู่ใจ โดยที่ไม่ลืมคู่หูตัวน้อย “ฮิมาวาริ” ลูกสาวคนเล็กติดสอยห้อยตามไปด้วย

 

อ้างอิงภาพจาก http://bit.ly/35I4VMN

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตั้งแต่โตมาเนี่ยไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลย

‘เราไม่เคยเอ่ยคำว่า “ทำดีแล้วนะลูก” “เก่งจังลูก” แบบนี้เลย เคยแต่ทำไมไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ ทำไมสอบได้คะแนนน้อย ทำไมเล่นเกมเยอะไปมากกว่า’ – ปิยะฉัตร ฉัตรศักดา

อยากชวนให้คุณพ่อคุณแม่ที่อ่านมาถึงตรงนี้ลองนับนิ้วตัวเองดูว่าช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ลูกของเราได้เอาเรื่องดีๆ ที่เขาภูมิใจมาอวดเราบ่อยแค่ไหนและเราพูดชมเขากันบ้างไหม ถ้านับดูแล้วมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ก็คงไม่ต่างจากคุณแม่ท่านนี้ที่ทีมงานได้ร่วมพูดคุยมา

คุณปิยะฉัตร ฉัตรศักดา คุณแม่ที่บอกกับเราว่าเธอไม่เคยชมลูกเลย นำแต่เรื่องที่ผิดพลาดของลูกมาพูดจนมาถึงจุดที่ลูกทำให้เธอรับรู้ว่าไม่ค่อยโอเคกับสิ่งที่แม่ทำ ลูกของเธอแสดงออกอย่างไรและเธอจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ติดตามจากบทสัมภาษณ์เลยครับ

1. ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อก่อนพฤติกรรมของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง เวลาลูกทำอะไรสำเร็จ

กติแม่ก็จะเฉยๆ ไม่ได้ชื่นชมลูก บางทีลูกมาบอกว่าเขาสอบได้คะแนนเต็มบ้าง เกือบเต็มบ้างหรือเขียนเรียงความวันแม่ได้รางวัลมา เราก็เป็นคนที่ไม่ได้เอ่ยปากชมอะไร เพราะเราคิดว่าเขาโตแล้ว เขาก็คงไม่ต้องการคำชมแบบเด็กๆ อีกอย่างเขาเป็นเด็กผู้ชาย เลยคิดว่าคำชมพวกนี้มันไม่จำเป็นสำหรับเขา

2. พอคุณแม่ทำแบบนี้แล้วลูกแสดงออกอย่างไรบ้าง

เขาก็ดูหงอยๆ นะคะ เวลาที่เขามาบอกแล้วเราเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้ต่อว่าหรือแสดงอาการเสียใจให้เราเห็นว่าเขาต้องการคำชมจากเรา แต่พอเป็นบ่อยๆ เข้า แม่ก็เริ่มเห็นว่าเขาจะดูเงียบๆ ไม่มีค่อยมีเรื่องอะไรมาเล่าให้แม่ฟังแบบเมื่อก่อน อย่างเรื่องผลสอบ บางทีแม่จะไปรู้เอาเองจากเพื่อนๆ น้อง เวลาที่ลงคะแนนในเฟซบุ๊ก มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเราทั้งคู่เหมือนห่างกัน

3. ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลยไหมครับ

ก็มีส่วน แต่เหมือนว่าน้องเก็บสะสมจากการที่เราไม่เคยชมมาเรื่อยๆ ผสมกับเรื่องที่เราจะมองเห็นเขาในมุมที่ผิดพลาดมากกว่า โดยเฉพาะเวลาคะแนนสอบออกมาต่ำลง แม่จะชอบพูดกับเขาว่า “เฮ้ย! ทำไมคุณเรียนต่ำลงแบบนี้” และบ่อยครั้งก็ต่อด้วยคำว่า “ตั้งแต่โตมาเนี่ย ไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลย” ซึ่งเป็นคำพูดที่ค่อนข้างแรง แต่แม่ก็จะติดคำพูดนี้มาก แรกๆ น้องก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอเป็นแบบนี้บ่อยขึ้นก็เหมือนเขาเก็บสะสม

วันหนึ่งเขามาบอกว่าเขาสอบคะแนนวิชานี้ไม่ดีนะ แม่ก็บอกว่าเห็นไหมล่ะ? ยิ่งโตก็มีแต่เรื่องที่ทำให้เสียใจ มีแต่เรื่องไม่ดี เขาก็เลยย้อนถามแม่กับมาว่า “ถามจริงๆ ผมไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลยหรอ สักครั้งก็ไม่เคยเลยหรอ” ตอนนั้นแม่รู้สึกชาไปทั้งตัวเลย แม่เลยหยุดแล้วเอาคำพูดเขามาคิดทบทวนว่าเราเป็นตามที่ลูกบอกไหมซึ่งมันจริงที่เราไม่ได้ชมเขาและสิ่งที่ลูกทำมันก็ไม่ได้เลวร้ายทุกครั้ง มีบ้างที่ผิดพลาด มีบ้างที่ดี แต่ทุกครั้งที่ดี เราไม่เคยเอ่ยคำว่า “ทำดีแล้วนะลูก” “เก่งจัง” “น่ารักจัง” แบบนี้เลย เคยแต่แบบว่าทำไมคุณไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ ทำไมคุณได้คะแนนน้อย ทำไมคุณเล่นเกมเยอะไปอย่างนี้มากกว่า

4. หลังเหตุการณ์วันนั้นคุณแม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

ก็ตั้งใจฟังเขามากขึ้น พยายามสบตาเวลาเขาพูดกับเรา ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แม่ก็รีดผ้าไป คุยกับเขาไป ตอบเออออส่งๆ ไม่ได้สนใจอะไร นอกจากนี้ แม่ก็พยายามชมเขามากขึ้น อย่างคะแนนสอบออกมาดีหน่อยก็จะบอกว่าเก่งนะลูก พยายามอีกนิดได้ไหม มันน่าจะได้ดีกว่านี้นะ หรือถ้าได้เต็มก็จะบอกเขาว่า แม่ดีใจจัง คราวนี้มาเต็มเลย คราวหน้าเอาแบบนี้อีกได้ไหมก็จะพยายามพูดแบบนี้

5. เมื่อคุณแม่ปรับตัวแล้ว ลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง

เขาก็ดีนะคะ เขาแสดงให้เราเห็นเลยว่าเขาดีใจว่าเราชื่นชมเขา ทั้งสีหน้า รอยยิ้มบอกให้เรารู้ว่าเขาต้องการกำลังใจจากเราตรงนี้ และสิ่งที่แม่รู้สึกดีมากๆ คือ การที่น้องกล้าเล่าทุกเรื่องให้แม่ฟัง แม้บางครั้งน้องได้คะแนนต่ำมา เขาก็กล้าที่จะบอกเราว่าได้คะแนนต่ำนะแม่ หรือได้ดีเขาก็กล้าพูดว่าเขาได้มาเต็มที่เหมือนกันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ห่างเหินกับเขา ภูมิใจในตัวเขา

6. ในความคิดคุณแม่ การเป็นแม่เวอร์ชั่นไม่ชมลูกกับชื่นชมลูกแบบไหนดีกว่ากัน

สำหรับคุณแม่คิดว่าการชมย่อมดีกว่าไม่ชม เพราะมันทำให้น้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งดีๆ ที่ทำ เป็นการแสดงออกว่าเขามีความหมายเเละเป็นความภาคภูมิใจของแม่ ฉะนั้น เวลาน้องทำคะแนนได้ดีน้องจะรับรู้ได้ว่าแม่ดีใจซึ่งตรงนี้จะเป็นแรงผลักดันให้น้องอยากทำคะแนนให้ดีขึ้นอีกเพื่อให้แม่ภูมิใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Scroll to top
ติดต่อ toolmorrow