บทความ

ครูไทยเป็นหนี้กว่า 1 ล้านล้านบาท

จากคดี ผอ.กอล์ฟ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางด้านการเงินของวิชาชีพของคุณครูที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ร่วมไปถึงปัญหาทางด้านวินัยทางการเงินจนก่อเกิดการกู้หนี้ยืมสิ้น

ครูไทยเป็นหนี้กว่า 1,100,000,000,000 บาท (หนึ่งล้านล้านบาท)

หนี้ของครูไทยตอนนี้คิดเป็น 16% ของหนี้ประเทศ และจากสถิติพบว่าครูประมาณ 4 แสนคน ซึ่งคิดเป็น 80% ของครูทั่วประเทศ มีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 3 ล้านบาท โดย 1.1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ ชพค. 4 แสนล้านบาท หนี้สหกรณ์ครู 7 แสนล้านบาท แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ครูไทยเป็นหนี้เพิ่มสูงขึ้น


สาเหตุว่าทำไมครูไทยถึงเป็นหนี้เยอะขนาดนี้

เพราะมาจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงการขาดวินัยทางการเงิน ไหนจะภาระครอบครัวอีก ทำให้คุณครูต้องเลือกที่จะกู้เงิน เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยิ่งเป็นครูต่างจังหวัดก็ต้องอยากจะมีรถไปทำงาน มีบ้านดีดีสักหลังให้พ่อแม่อยู่เพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดท่าน และในยุคปัจจุบันนี้สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งกู้เงินได้อย่างไม่ยาก ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากแต่ก่อน จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้


เป็นหนี้แล้วควรทำอย่างไร

1.เริ่มต้นที่ตัวเราเอง รู้จักที่จะเพิ่มรายได้ หาอาชีพเสริม ทำงานมากขึ้น อาจจะขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อนำเงินไปจ่ายหนี้
2.นอกจากเพิ่มรายได้แล้วก็ต้องลดรายจ่ายตามด้วย เริ่มจากการลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น เริ่มทำสมุดรายรับรายจ่าย เพื่อบริหารจัดการเงินได้ดีขึ้น
3.ออมก่อนใช้ เมื่อรายได้เข้าให้หักเงินเพื่อไปออมตามแต่กำลัง จะ 10% หรือ 20% ก็ดี เงินออมส่วนนี้จะเป็นเงินที่จะหยิบออกมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน แก้การกลับไปกู้และเป็นหนี้อีกครั้ง

ลองมาดูบุคคลตัวอย่าง ผอ.เสน่ห์ ที่เป็นตัวอย่างในการปลดหนี้ของตนเองได้ ในรายการ 4 สมการหนี้ ด้าน ชุด ปลดหนี้

ผอ.เสน่ห์ เป็นหนี้เพราะความไม่รู้ เมื่อลูกต้องการใช้เงินหรือมีปัญหาที่จำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ก็จะไปขอร้องคุณครูมาช่วยค้ำประกันในการกู้เงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 1 คนต่อ 1 แสนบาท จึงเกิดเป็นหนี้ที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน ทางศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ ได้มีโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “ครูพอเพียง ปลอดหนี้ ชีวีสมดุล” ได้ส่งวิทยากรมาให้ความรู้เรื่องวินัยทางการเงินใช้เวลาอบรม 5 ครั้ง หลังจากที่ ผอ.เสน่ห์ ได้รับการอบรมจากโครงการแล้ว อีกทั้งยังบอกเรื่องที่ตนเองเป็นหนี้ให้กับลูกได้รับฟัง เพราะอยากให้ลูกมาช่วยแบ่งเบาภาระ ให้ปลดหนี้ได้ไวขึ้นและ ผอ.เสน่ห์ ได้ติดสินใจลาออกจากกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ เมื่อลาออกจะได้เงินมาหนึ่งก้อน เมื่อลูกชายเรียนจบแล้วเงินที่เคยส่งให้ลูกชายก็ไม่ต้องส่งแล้วก็สามารถนำเงินตรงนี้ไปจ่ายเงินต้นเพิ่มได้อีก ก็เลยทำให้การชำระหนี้จาก 9 ปี เหลือเพียง 11 เดือน โดยการปิดเงินต้นให้หมดก่อนเพื่อจะทำให้ลดดอกเบี้ยน้อยลงที่สุด
.
อ้างอิง
https://www.matichon.co.th/education/news_1893622
https://wealthmeup.com/news-debt/
https://www.youtube.com/watch?v=hwbai_y3jxI&t=101s

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคาดหวังของพ่อแม่กับเส้นชีวิตที่ลูกเลือกเอง

น.ส.ภัทรา  สุดสาคร  นักจิตวิทยาคลินิก กล่าวว่า เป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะคาดหวังกับลูก อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง พ่อแม่มักจะหยิบยื่นสิ่งที่คิดว่าดีให้ลูกอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่พ่อแม่ทำไป ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด ทุกคนสามารถมีความคาดหวังได้ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเป็นความคาดหวังร่วมกัน  อยากจะให้พ่อแม่ลองถามลูกบ้าง  ว่าลูกสนใจอะไร ชอบแบบไหน มีความสุขที่ได้ทำอะไร อยากจะเป็นอะไรในอนาคต  พ่อแม่สามารถบอกความต้องการและการแนะนำของตนเองได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยตัดสินใจ แล้วค่อย ๆ นำมาพิจารณาร่วมกันภายใต้ปัจจัยที่เป็นไปได้ แต่ท้ายที่สุดอาจจะต้องเคารพการตัดสินใจของลูก เพื่อให้เค้าเรียนรู้ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

 “ บางครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียว มักถูกคาดหวังสูงมากและความคาดหวังอาจกลายเป็นการบังคับเส้นทางของลูก ”

ครอบครัวบางครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียวในบ้าน จะถูกคาดหวังเป็นพิเศษอย่างมาก อาจถึงขั้นกลายเป็นการบีบบังคับเส้นทางของลูก ให้ลูกต้องทำตามในสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง ในสิ่งที่อยากให้ลูกเป็น เมื่อพ่อแม่ไปเจอเพื่อนบ้านหรือญาติที่มีลูกที่ประสบความสำเร็จ  ที่เป็นอาชีพมีเงินเดือนสูงและมีความมั่นคง เช่น แพทย์ วิศวกร เป็นต้น  จึงไม่แปลกเลยที่พ่อแม่จะต้องคาดหวังในตัวลูกอย่างมาก แม้แต่ครอบครัวที่มีลูกหลายคนก็ตาม

เพราะอะไรพ่อแม่ถึงคาดหวังในตัวลูกมาก ”

เพราะความเป็นห่วงและความรักลูก อยากจะให้ลูกมีอนาคตดี แต่เส้นทางที่พ่อแม่ได้เลือกไว้ให้ อาจกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะการสื่อสารสำหรับพ่อแม่ ที่ดูจะเป็นห่วงและรักลูกอยู่เสมอ มันอาจเป็นความรักที่มาจากใจของพ่อแม่อย่างแท้จริง แต่สำหรับลูกบางคน อาจรู้สึกอึดอัดจากความคาดหวังนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วลูกต้องการความใส่ใจเป็นอย่างมาก อยากจะปรึกษา อยากจะเล่าความในใจ อยากจะบอกพ่อแม่ว่าลูกอยากเป็นสิ่งนี้ แต่ลูกก็กลัวว่าจะกลายเป็นความอกตัญญูแทน

ลูกอยากจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในสิ่งที่พ่อแม่ได้คาดหวังไว้ แต่หากความคาดหวังสูง ลูกก็จะต้องเป็นคนแบกรับความคาดหวังที่มากตามไปด้วย

“ลูกยอมฝืนตนเอง เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ”

หากสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง กับสิ่งที่ลูกอยากเป็นนั้นไม่สอดคล้องกัน ลูกหลาย ๆ ครอบครัวยอมฝืนที่จะเรียนทางด้านนั้น ยอมอ่านหนังสื่อในสิ่งที่จะสอบเข้าที่พ่อแม่ได้คาดหวังไว้ แต่พอลูกสามารถสอบเข้าไปเรียนในมหาลัยและคณะนั้นได้แล้ว แต่เรียนไม่ไหว หรือไม่ชอบ ก็อาจทำให้ ต้องดรอปเรียน ย้ายคณะ หรืออาจจะเครียดจนอาจทำให้มีมีปัญหาทางด้านจิตเวชได้

“ เส้นทางที่ลูกเลือกและความเป็นไปได้อนาคตของลูก ต้องดูศักยภาพของลูก ”

คุณพ่อคุณแม่ อาจคอยช่วยลูกพิจารณาว่าเส้นทางที่ลูกเลือกนั้นจะไปรอดหรือไม่ ต้องดูทั้งทางด้านศักยภาพ ความชอบ ความถนัด และแนวโน้มการทำงานในอนาคตของสาขาที่ลูกเลือกเรียน ว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะส่งลูกให้ถึงฝั่ง พ่อแม่หลาย ๆ คนก็อยากให้ลูกนั้นประสบความสำเร็จมากกว่าตัวพ่อแม่หรืออยากจะให้ลูกมีอาชีพที่สามารถดูแลคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

“ บทสัมภาษณ์จากรายการเจาะใจของคุณ ธนกฤต พานิชวิทย์ หรือ คุณว่าน ที่เป็นศิลปินร้องเพลง ”

คุณว่านได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ “เจาะใจ” ในเรื่องทางเดินชีวิตของตนเองในช่วงรอยต่อจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาได้บอกกับแม่ว่าอยากจะเรียนคณะที่เกี่ยวกับดนตรี หลังจากที่คุยกันอยู่หลายรอบ คุณแม่ก็ยอมให้เรียน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องได้เกรด 3 ทุกเทอม ถ้าไม่ได้เกรด 3 ทุกเทอม แสดงคุณว่านรักในอาชีพนี้ไม่จริง สุดท้ายแล้วคุณว่านก็ประสบความสำเร็จได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบกับงานที่ตนเองรักและยังสามารถเลี้ยงครอบครัวได้

 

อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคาดหวังได้ ไม่ว่าพ่อแม่หรือว่าตัวเรา  แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกเข้าใจกัน  คือเราจำเป็นจะต้องสื่อสารกัน เปิดใจคุยกัน ในสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายคาดหวังไว้  อนาคตของคุณสามารถเลือกเองได้ว่าจะทำสิ่งไหน แต่ในสิ่งที่ลูกเลือกเส้นทางเดินของตนเองแล้ว ก็จะต้องทำมันให้เต็มที่ เพราะพ่อแม่ได้เปิดโอกาสให้คุณได้เรื่องเส้นทางของตนเองแล้ว

 

อ้างอิงภาพ : https://bit.ly/2sgQAZi

บทความที่เกี่ยวข้อง

แม่ใช้เวลาตามหาลูกนานสามสิบปี

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต หากแม่คนหนึ่งจะพบลูกชายของตัวเองที่หายไปนานเป็น 30 ปี มันเกิดขึ้นแล้วกับครอบครัวของนางหม่า

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2532 นางหม่ากับครอบครัวประกอบด้วยสามี ลูกสาวและลูกชายชื่อเจี้ยน เจี้ยน อายุ 3 ขวบ วันหนึ่งในปีเดียวกันเจี้ยน เจี้ยนกำลังกับพี่สาวอยู่หน้าบ้านตามปกติ พ่อแม่ของเด็กชายคนนี้เลยออกไปทำธุระข้างนอกสักครู่ โดยไม่คิดว่าเมื่อกลับมาแล้วจะไม่พบลูกชายอีก

แน่นอนว่านางหม่าและสามีเสียใจที่รู้ว่าลูกชายตนเองหายไป ทั้งคู่พยายามออกตามหาทุกวิถีทางที่จะทำได้ เริ่มจาก
วิธีที่ 1 ออกไปเดินหาเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับลูกตามท้องถนนด้วยตัวเอง
วิธีที่ 2 ทำใบปลิวจำนวนพันใบเพื่อแจกจ่ายตามสถานีรถประจำทาง สถานีรถไฟและโรงพยาบาล
วิธีที่ 3 นางหม่าและสามีนำตัวอย่างดีเอ็นเอของพวกเขาไปลงทะเบียนเป็นฐานข้อมูลไว้ให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตามหาคนหายให้เจอได้

วันเวลาผ่านไปหลังจากที่ลองทำทั้งสองวิธีนี้ก็ยังไม่พบเบาะแสลูกชาย แม้ทั้งคู่จะพยายามอย่างหนัก นางหม่าอาศัยเวลาว่างของงานไปตามหาลูก สามีของนางหม่าก็เอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ลูกเล็กหายไป และสิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตของเขา คือ เขาเสียไปในขณะที่ยังคิดถึงลูกและรู้สึกผิดต่อลูกอยู่เต็มอก


อย่างไรก็ตาม ข่าวดีได้เกิดขึ้นแล้วในเดือนกันยายนปีพ.ศ.2562 นี่เอง นางหม่าพบลูกของตัวเองจากข้อมูลดีเอ็นเอที่เคยฝากไว้ โดยลูกของเธอตอนนี้อายุ 33 ปี และได้เปลี่ยนชื่อจากเจี้ยน เจี้ยนเป็น “ปินปิน” หลังจากอยู่ในความดูแลของครอบครัวบุญธรรมครอบครัวหนึ่ง

คำพูดที่คนเป็นแม่พูดทั้งน้ำตา เมื่อได้พบลูกชายครั้งแรกในรอบ 30 ปี คือ “ลูกชาย แม่มาแล้ว” “เจี้ยนเจี้ยน แม่เฝ้ารอวันนี้มานาน 30 ปีแล้ว”

ฝั่งลูกชายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวเช่นกันที่ได้เจอแม่ผู้ให้กำเนิดเขาอีกครั้งพร้อมปลอบแม่ว่า “อย่าร้องไห้เลยแม่” แล้วทั้งสองก็โผเข้ากอดกันท่ามกลางญาติๆ และครอบครัวบุญธรรมของนายปินปิน

พอเห็นเรื่องราวของนางหม่าแล้วแอดก็อยากให้ใครหลายคนที่อยู่ห่างกับครอบครัวในช่วงเทศกาลนี้กลับบ้านไปใช้เวลาร่วมกันซะเหลือเกินนะครับ

ในกรณีนางหม่าแทบไม่มีทางรู้เลยว่าลูกอยู่ไหน ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเจอ แต่สุดท้ายความพยายามตลอด 30 ปีก็ไม่ใจร้ายกับเธอเกินไป เธอได้พบกับลูกชายอีกครั้ง ในทางกลับกัน เรารู้ว่าระยะทางระหว่างเรากับบ้าน รู้ว่าเดินทางด้วยยานพาหนะอะไรที่จะทำให้ถึงที่หมายได้เร็วและปลอดภัยที่สุด เราลองเลือกกลับไปหาพวกเขาสักวันดีไหม กินข้าวร่วมกันสักหน่อยค่อยไปเคาท์ดาวน์กับเพื่อนๆ

แบบนี้ดีไหมครับ?

อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก http://bit.ly/37nI21p

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลูกคุยกับพ่อแม่อย่างสบายใจ

ถ้าอยากให้ลูกคุยกับเราอย่างสบายใจลอง ‘งด’ และ ‘ทำ’ ตามวิธีเหล่านี้ดูครับ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. ตีหน้าตึง
– เพราะจะคิดว่าพ่อแม่ต้องการเวลาส่วนตัว เนื่องจากเหนื่อยเรื่องงานกลัวจะไปสร้างความรำคาญให้ หรือพอจะเข้าไปคุยพ่อแม่กลับไม่สนใจที่จะฟังจนสุดท้ายทำให้เกิดระยะห่างระหว่างพ่อแม่กับลูกโดยไม่รู้ตัว
2. เอาเรื่องลูกไปเล่าต่อ
– ไม่มีใครชอบให้ตัวเองเป็นประเด็นไปพูดในทางไม่ดีหรอก ยิ่งออกมาจากคนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปใหญ่
3. บ่นขิงบ่นข่า
– การดุหรือเตือนลูกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าบ่นเรื่องที่ไม่สมควรเอามาเป็นสาระจะทำให้ลูกไม่เข้าใจและไม่อยากยุ่งด้วยได้
4. คอยจับผิด
– บางครั้งที่ลูกเล่าปัญหาของตัวเองให้พ่อแม่ฟังเพื่อต้องการคำแนะนำที่ดีและคำปลอบใจจากคนที่ไว้ใจได้ แต่ถ้าพ่อแม่คอยขัด

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. เล่นสนุกไปกับเด็กๆ
– ลองเปลี่ยนจากผู้ใหญ่ที่เคร่งขรึมเป็นคนชิลด์ๆ ดู เพราะเด็กๆ ชอบคนที่สนุกไปพร้อมกับเขา หากใครไม่ถนัดสายนี้ลองเริ่มต้นด้วยการทำเสียงตลกๆ อย่างขึ้นเสียงสูงตอนพูดเล่นกับเด็กๆ หรือหัดเล่นหูเล่นตาบ่อยๆ ลูกก็จะสนุกไปกับเราเอง
2. เคารพลูกในฐานะคนๆ หนึ่ง
– ไม่ว่าใครก็อยากโดนปฏิบัติด้วยสิ่งที่ดีๆ ใช่ไหม? ลูกคุณก็เช่นกัน ฉะนั้น อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของลูกไปพูดกับคนอื่นเลย
3. ทำตัวสบายๆ และอารมณ์ดี
– เข้าใจว่าการเป็นผู้ใหญ่มีหลายเรื่องที่เราต้องคิดและจดจ่ออยู่กับมันเลยทำให้หงุดหงิดง่าย แต่ผ่อนคลายดีกว่าเมื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ลูกๆ ของเรานี่แหละจะทำให้เราดีขึ้น
4. ไม่ต้อง ‘เป๊ะ!’ ตลอดเวลา
– โดยเฉพาะเวลาที่ลูกบ่นปัญหาของเขาให้ฟัง บางครั้งคุณอาจคิดว่าเขาก็มีส่วนผิดแต่ตอนนั้นอารมณ์ของเขาไม่ได้ปกติ ถ้าคุณยิ่งจับผิดเขาอีกก็ยิ่งจะทำให้ลูกน้อยใจได้

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2PVvOHK , http://bit.ly/2t4KKtK

อ้างอิงรูปภาพจาก
http://bit.ly/2SoEiIT ,<a href=”https://www.freepik.com/free-photos-vectors/people”>People photo created by jcomp – www.freepik.com</a>

บทความที่เกี่ยวข้อง

พ่อแม่เป็นโรคอัลไซเมอร์

สมมติว่าวันหนึ่งพ่อจำคุณไม่ได้หรือเขาอาจจะถามคุณในคำถามเดิมซ้ำๆ วันละหลายครั้งและยังถามแบบนั้นซ้ำๆ ทุกวัน คุณคิดว่าคุณจะทำอย่างเดียวกับทั้ง 2 คนนี้ไหม? หากพ่อหรือแม่ของคุณเป็นโรคอัลไซเมอร์

“พ่อพี่เป็นถึงขั้นจำตัวเองและพี่ไม่ได้ แต่เขาไม่เคยลืมมอบรอยยิ้มให้พี่” พี่จอย

วันที่พี่รู้สึกแย่ที่สุดมันไม่ใช่วันแรกที่รู้ว่าเขาเป็นนะ แต่เป็นวันที่หมอบอกว่าอาการของพ่อพี่เป็นหนักแล้ว กินยาไปก็ไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ทำได้คือประคับประคองแกไปเรื่อยๆ หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นก็ช็อก ทำใจนานเกือบปีเพราะในใจเราอยากได้พ่อคนเดิมกลับมา แต่สิ่งที่พ่อแสดงออกกับสิ่งหมอพูดมันตรงกันไปซะทุกอย่าง พ่อลืมหมดแล้วจริงๆ ทั้งตัวเองและก็พี่ การพูดก็พอพูดได้เป็นคำๆ เช่น “หิว” “อิ่ม” “พอ”

แต่สุดท้ายพี่ก็มองว่ามันไม่เป็นไรเลย เพราะยังมีสิ่งหนึ่งที่พ่อไม่ลืม พ่อยังยิ้มให้พี่ทุกทีที่เข้าไปหา ร้องเอาขนมทุกทีที่พี่เอาไปฝาก พี่รับรู้ได้ว่าถึงพ่อจะจำพี่ไม่ได้เลยก็ตาม แต่ความผูกพันระหว่างพี่กับท่านมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม พ่อยังยิ้มให้พี่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย

“พ่อพี่ลืมบ่อยแค่ไหนแต่เป็นเพราะโรค แต่พี่ไม่ควบคุมคำพูดเหมือนลืมว่าพ่อก็ยังมีความรู้สึกอยู่” พี่เวย์

วันนั้นพี่อาบน้ำอยู่ พ่อก็มาเคาะประตู ครั้งแรกพี่ก็ตอบเขาว่า “มีอะไรครับพ่อ”

พ่อใช้การเคาะประตูอีกครั้งเป็นคำตอบ พี่ก็เลยคิดว่าไม่ได้ตอบอะไรดีกว่า

แต่พ่อไม่หยุด พ่อเคาะต่อ “ก๊อกๆๆ” ครั้งที่สาม สี่ ห้า พอครั้งที่หก พี่ปรี๊ดมาก ตะคอกออกไป “อะไรพ่อ!!” เขาก็เงียบไป พอพี่ออกมาเห็นเขานิ่งไปเลย ไม่ยอมพูดอะไร ปกติแค่ 10-20 นาที เขาก็ทำอะไรซ้ำๆ ใหม่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย แววตาของพ่อแสดงความเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้พี่ถึงขั้นรู้สึกผิดไปเลย มานึกเอาทีหลังว่าที่ท่านทำเพราะอยากมีปฏิสัมพันธ์ด้วยซึ่งในตอนนั้น ท่านมีสามารถทำได้แค่นั้น แต่เราดันแสดงอารมณ์แย่ๆ ออกไป ไม่นึกถึงความรู้สึกของท่านสักนิดเลย

เรื่องนี้มันติดอยู่ในใจพี่มากเลยตั้งกฎการตอบสนองพ่อขึ้นมาใหม่ เช่น ถ้าท่านถามคำถามเดิมซ้ำกันหลายๆ รอบ พี่ก็จะตอบเขาให้มากกว่าเดิมจาก 2 เป็น 4 ครั้ง หรือว่าวันไหนที่เรามีความรู้สึกหงุดหงิดจริงๆ เราต้องไม่ตะคอกใส่เขา แต่ให้ใช้เป็นการกอดหรือใช้ภาษากายแทนการพูดตอบซึ่งพอได้ลองทำจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้หนักหนาเกินไปและไม่ได้ทำให้พ่อไม่พอใจกับคำตอบแบบนี้เลย

สิ่งที่ควรรู้หากคุณต้องดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่พบได้มากในวัยผู้สูงอายุซึ่งมีข้อมูลเผยออกมาว่าโรคนี้ในทุกๆ 68 วินาทีจะมีคนเป็นเพิ่ม 1 คน

สำหรับประเทศไทยเมื่อย้อนกลับไปในปี 2558 มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 600,000 คน และมีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยจะสูงถึง 1,117,000 คน ในปี 2573 ซึ่งคนใกล้ชิดของเราอาจจะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นก็ได้ ฉะนั้น เราลองมาดูคำแนะนำจากพี่จอยและพี่เวย์กันครับ

1. ยอมรับให้ได้ว่าเมื่อคนใกล้ชิดเป็นโรคนี้แล้ว เขาก็คือส่วนหนึ่งในชีวิตของเราที่เราต้องดูแลเพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

2. ตกลงกับตัวเองและคนรอบข้างว่าจะแบ่งเวลาดูแลผู้ป่วยอย่างไร จะมีใครที่ดูแลบ้างและแต่ละคนทำหน้าที่อะไร เพราะเราต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์อย่างใกล้ชิดตลอ

3. อดทนกับคำพูดซ้ำๆ ของผู้ป่วยให้ได้และไม่หงุดหงิดใส่ หากรู้สึกไม่ไหวให้ออกมาจากตรงนั้นทำให้ตัวเองอารมณ์เย็นก่อนค่อยกลับเข้าไปใหม่

4. พาผู้ป่วยทำกิจกรรมฝึกความจำเพื่อบริหารสมอง เช่น การฝึกถามตอบความรู้ทั่วไป เล่นดนตรีไทย หรือจะเป็นการนำของเล่นพัฒนาสมองเด็กมาให้ผู้ป่วยเล่นได้

5. ใส่ใจผู้ป่วยให้มากขึ้น เช่น ชวนคุย พาเที่ยว พยายามทำให้เขาได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เขาจะได้ไม่ซึมและไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2t5vFIt

อ้างอิงภาพจาก http://bit.ly/2Ee38CM

บทความที่เกี่ยวข้อง

พ่อผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของลูก

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับน้องมิลค์ – ด.ญ.วรรรญา วรรณผ่อง เด็กสาวอายุ 12 ปี ตัวแทนประเทศไทยที่สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกได้สำเร็จ ครองแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน

กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ น้องมิลค์ให้ความรักให้กับกีฬาชนิดนี้ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ใช้เวลา 2 ชั่วโมงหลังเลิกเรียนเป็นอย่างน้อย รวมถึงอาวุธลับของเธอ “คุณพ่ออาวุธ” ที่พาแชมป์โลกคนนี้เข้าวงการโดรนเรซซิ่งและอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เป็นพี่เลี้ยงและเบื้องหลังคนสำคัญให้น้องมิลค์เสมอมา พอสรุปได้ดังนี้ครับ

1. คุณพ่ออาวุธพาน้องเข้าวงการนี้ตั้งแต่ 8 ขวบ เพราะสังเกตว่าน้องชอบมองเวลาตัวเองเล่นเฮลิคอปเตอร์บังคับ เวลาพาน้องไปงานแข่งเครื่องบังคับวิทยุต่างๆ น้องก็สนใจสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษก็เลยให้น้องมาลองบินโดรนซึ่งน้องก็เรียนรู้เร็วและทำได้ดีซะด้วย

2. พอเห็นว่าน้องมิลค์มีแวว พ่อก็เรียนรู้การเป็นโค้ชที่ดีและออกแบบการฝึกทักษะและการซ้อมบินโดรนต่างๆ ด้วยตัวเอง เวลาฝึกฝนเพียง 2 เดือน น้องมิลค์ลงแข่งรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ผลปรากฏว่าเธอสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที

3. ลงทุนซื้ออุปกรณ์บินโดรนราคาเกือบแสนบาทไทยให้น้องมิลค์เพื่อให้ได้มาตรฐานในการแข่งขัน

4. พาน้องมิลค์ฝึกซ้อมทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงหลังน้องเลิกเรียน แม้ในช่วงแรกจะฝึกฝนได้ยากและเหนื่อยเพราะยังไม่มีใบขออนุญาตบินโดรนจึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ

5. อยู่เคียงข้างน้องทุกแมชท์การแข่งขัน ไม่ว่าน้องจะลงแข่งขันรายการอะไรก็จะเห็นคุณพ่ออยู่ด้วยกันเสมอ อย่างในภาพประกอบบทความนี้ใกล้เวลาแข่งขันเข้าทุกทีแต่คุณพ่อก็ยังคงอยู่ข้างๆ ลูกจัดระเบียบอุปกรณ์ให้น้องมิลค์จนสุดท้ายน้องก็ป้องกันแชมป์สมัยที่สองได้ในที่สุด

ภาพความประทับใจของพ่อลูกคู่นี้ยังไม่หมด มาชมความน่ารักของทั้งคู่ได้ที่ภาพต่อไปได้เลยครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2EnHOuJhttp://bit.ly/34lwJ85http://bit.ly/2M1wl8C

อ้างอิงรูปภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=Uwg5hsdZsxk , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2

บทความที่เกี่ยวข้อง

Scroll to top
ติดต่อ toolmorrow