afterschool

เรื่องเพศเป็นเรื่องสกปรก

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

 

แฟนลูกไปคบกับเพื่อนสนิทลูก

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

ทางเรามีคอร์สเรียนออนไลน์ในเรื่องการสื่อสารเชิกบวกในหัวข้อ “คุยกับลูกเรื่องเพศ” กับ “คุยกับลูกเรื่องติดมือถือ”

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

 

ขอโทษแม่ที่เคยฆ่าตัวตาย !!!

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

ลูกช่วยตัวเองข้าง ๆ แม่ !!!

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

 

พี่น้องแย่งกันเล่นมือถือ!!

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

 

ลูกเกรี้ยวกราด

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

 

อยากพาลูกไปขึ้นครู

รายการ “คุณเปลี่ยนลูกปลี่ยน” เป็นรายการที่จะให้พ่อแม่สามารถโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับลูก พร้อมกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และลูกเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ยังจะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

สามารถติดต่อสอบถามเรื่องคอร์สเรียนการสื่อสารเชิกบวกได้ที่ facebook : toolmorrow

สามารถติดตามคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ facebook : toolmorrow

 

เวลาคุณภาพ

Problem

หลาย ๆ ครอบครัวมักจะไม่มีเวลาให้กันอยู่เสมอ ต่างคนต่างมีหน้าที่การงานที่จะต้องทำ ลูกก็ต้องเรียน พ่อและแม่ต้องทำงาน จนไม่มีเวลาให้กัน อาจกลายเป็นปัญหาในอนาคตข้างหน้าของตัวเด็ก เพราะเด็กไม่ได้รับการดูแล การใส่ใจจากครอบครัวมากพอ

Idea

เราได้ทดลองกับครอบครัวแห่งหนึ่งมี พ่อแม่ลูก อยู่กัน 3 คน พ่อแม่ได้เตรียมกับทีมงาน พร้อมกับสร้างสถานะการ์ณให้เหมือนจริงมากขึ้น โดยใช้ช่วงเวลารับประทานอาหาร เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ให้พ่อแม่ทำเป็นเล่นมือถือ โดยที่กำลังพูดคุยกับลูกหรือลูกกำลังเล่าเรื่องราวอยู่

Result

เมื่อพ่อแม่เริ่มเล่นมือถือในขณะที่ลูกกำลังเล่าเรื่องราว ลูกเริ่มมีนิสัยหรือปฏิกิริยาไม่พอใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำ พ่อแม่สนใจเรื่องของตัวเองมากกว่าคนในครอบครัว จนทำให้คนในครอบครัวหรือลูกก็เป็นไปตามกับพ่อแม่เช่นกันและทำให้ลูกรู้สึกถึงความใส่ใจน้อยลงจากพ่อแม่

สามารถติดตามข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

facebook : toolmoorrow

twitter : toolmorrow

ความคาดหวังของพ่อแม่กับเส้นทางชีวิตที่ลูกเลือกเอง

น.ส.ภัทรา  สุดสาคร  นักจิตวิทยาคลินิก กล่าวว่า เป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะคาดหวังกับลูก อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง พ่อแม่มักจะหยิบยื่นสิ่งที่คิดว่าดีให้ลูกอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่พ่อแม่ทำไป ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด ทุกคนสามารถมีความคาดหวังได้ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเป็นความคาดหวังร่วมกัน  อยากจะให้พ่อแม่ลองถามลูกบ้าง  ว่าลูกสนใจอะไร ชอบแบบไหน มีความสุขที่ได้ทำอะไร อยากจะเป็นอะไรในอนาคต  พ่อแม่สามารถบอกความต้องการและการแนะนำของตนเองได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยตัดสินใจ แล้วค่อย ๆ นำมาพิจารณาร่วมกันภายใต้ปัจจัยที่เป็นไปได้ แต่ท้ายที่สุดอาจจะต้องเคารพการตัดสินใจของลูก เพื่อให้เค้าเรียนรู้ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

 “ บางครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียว มักถูกคาดหวังสูงมากและความคาดหวังอาจกลายเป็นการบังคับเส้นทางของลูก ”

ครอบครัวบางครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียวในบ้าน จะถูกคาดหวังเป็นพิเศษอย่างมาก อาจถึงขั้นกลายเป็นการบีบบังคับเส้นทางของลูก ให้ลูกต้องทำตามในสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง ในสิ่งที่อยากให้ลูกเป็น เมื่อพ่อแม่ไปเจอเพื่อนบ้านหรือญาติที่มีลูกที่ประสบความสำเร็จ  ที่เป็นอาชีพมีเงินเดือนสูงและมีความมั่นคง เช่น แพทย์ วิศวกร เป็นต้น  จึงไม่แปลกเลยที่พ่อแม่จะต้องคาดหวังในตัวลูกอย่างมาก แม้แต่ครอบครัวที่มีลูกหลายคนก็ตาม

เพราะอะไรพ่อแม่ถึงคาดหวังในตัวลูกมาก ”

เพราะความเป็นห่วงและความรักลูก อยากจะให้ลูกมีอนาคตดี แต่เส้นทางที่พ่อแม่ได้เลือกไว้ให้ อาจกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะการสื่อสารสำหรับพ่อแม่ ที่ดูจะเป็นห่วงและรักลูกอยู่เสมอ มันอาจเป็นความรักที่มาจากใจของพ่อแม่อย่างแท้จริง แต่สำหรับลูกบางคน อาจรู้สึกอึดอัดจากความคาดหวังนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วลูกต้องการความใส่ใจเป็นอย่างมาก อยากจะปรึกษา อยากจะเล่าความในใจ อยากจะบอกพ่อแม่ว่าลูกอยากเป็นสิ่งนี้ แต่ลูกก็กลัวว่าจะกลายเป็นความอกตัญญูแทน

ลูกอยากจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในสิ่งที่พ่อแม่ได้คาดหวังไว้ แต่หากความคาดหวังสูง ลูกก็จะต้องเป็นคนแบกรับความคาดหวังที่มากตามไปด้วย

“ลูกยอมฝืนตนเอง เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ”

หากสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง กับสิ่งที่ลูกอยากเป็นนั้นไม่สอดคล้องกัน ลูกหลาย ๆ ครอบครัวยอมฝืนที่จะเรียนทางด้านนั้น ยอมอ่านหนังสื่อในสิ่งที่จะสอบเข้าที่พ่อแม่ได้คาดหวังไว้ แต่พอลูกสามารถสอบเข้าไปเรียนในมหาลัยและคณะนั้นได้แล้ว แต่เรียนไม่ไหว หรือไม่ชอบ ก็อาจทำให้ ต้องดรอปเรียน ย้ายคณะ หรืออาจจะเครียดจนอาจทำให้มีมีปัญหาทางด้านจิตเวชได้

“ เส้นทางที่ลูกเลือกและความเป็นไปได้อนาคตของลูก ต้องดูศักยภาพของลูก ”

คุณพ่อคุณแม่ อาจคอยช่วยลูกพิจารณาว่าเส้นทางที่ลูกเลือกนั้นจะไปรอดหรือไม่ ต้องดูทั้งทางด้านศักยภาพ ความชอบ ความถนัด และแนวโน้มการทำงานในอนาคตของสาขาที่ลูกเลือกเรียน ว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะส่งลูกให้ถึงฝั่ง พ่อแม่หลาย ๆ คนก็อยากให้ลูกนั้นประสบความสำเร็จมากกว่าตัวพ่อแม่หรืออยากจะให้ลูกมีอาชีพที่สามารถดูแลคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

“ บทสัมภาษณ์จากรายการเจาะใจของคุณ ธนกฤต พานิชวิทย์ หรือ คุณว่าน ที่เป็นศิลปินร้องเพลง ”

คุณว่านได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ “เจาะใจ” ในเรื่องทางเดินชีวิตของตนเองในช่วงรอยต่อจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาได้บอกกับแม่ว่าอยากจะเรียนคณะที่เกี่ยวกับดนตรี หลังจากที่คุยกันอยู่หลายรอบ คุณแม่ก็ยอมให้เรียน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องได้เกรด 3 ทุกเทอม ถ้าไม่ได้เกรด 3 ทุกเทอม แสดงคุณว่านรักในอาชีพนี้ไม่จริง สุดท้ายแล้วคุณว่านก็ประสบความสำเร็จได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบกับงานที่ตนเองรักและยังสามารถเลี้ยงครอบครัวได้

 

อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคาดหวังได้ ไม่ว่าพ่อแม่หรือว่าตัวเรา  แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกเข้าใจกัน  คือเราจำเป็นจะต้องสื่อสารกัน เปิดใจคุยกัน ในสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายคาดหวังไว้  อนาคตของคุณสามารถเลือกเองได้ว่าจะทำสิ่งไหน แต่ในสิ่งที่ลูกเลือกเส้นทางเดินของตนเองแล้ว ก็จะต้องทำมันให้เต็มที่ เพราะพ่อแม่ได้เปิดโอกาสให้คุณได้เรื่องเส้นทางของตนเองแล้ว

 

อ้างอิงภาพ : https://bit.ly/2sgQAZi

แม่ใช้เวลาตามหาลูกนานสามสิบปี

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต หากแม่คนหนึ่งจะพบลูกชายของตัวเองที่หายไปนานเป็น 30 ปี มันเกิดขึ้นแล้วกับครอบครัวของนางหม่า

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2532 นางหม่ากับครอบครัวประกอบด้วยสามี ลูกสาวและลูกชายชื่อเจี้ยน เจี้ยน อายุ 3 ขวบ วันหนึ่งในปีเดียวกันเจี้ยน เจี้ยนกำลังกับพี่สาวอยู่หน้าบ้านตามปกติ พ่อแม่ของเด็กชายคนนี้เลยออกไปทำธุระข้างนอกสักครู่ โดยไม่คิดว่าเมื่อกลับมาแล้วจะไม่พบลูกชายอีก

แน่นอนว่านางหม่าและสามีเสียใจที่รู้ว่าลูกชายตนเองหายไป ทั้งคู่พยายามออกตามหาทุกวิถีทางที่จะทำได้ เริ่มจาก
วิธีที่ 1 ออกไปเดินหาเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับลูกตามท้องถนนด้วยตัวเอง
วิธีที่ 2 ทำใบปลิวจำนวนพันใบเพื่อแจกจ่ายตามสถานีรถประจำทาง สถานีรถไฟและโรงพยาบาล
วิธีที่ 3 นางหม่าและสามีนำตัวอย่างดีเอ็นเอของพวกเขาไปลงทะเบียนเป็นฐานข้อมูลไว้ให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตามหาคนหายให้เจอได้

วันเวลาผ่านไปหลังจากที่ลองทำทั้งสองวิธีนี้ก็ยังไม่พบเบาะแสลูกชาย แม้ทั้งคู่จะพยายามอย่างหนัก นางหม่าอาศัยเวลาว่างของงานไปตามหาลูก สามีของนางหม่าก็เอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ลูกเล็กหายไป และสิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตของเขา คือ เขาเสียไปในขณะที่ยังคิดถึงลูกและรู้สึกผิดต่อลูกอยู่เต็มอก


อย่างไรก็ตาม ข่าวดีได้เกิดขึ้นแล้วในเดือนกันยายนปีพ.ศ.2562 นี่เอง นางหม่าพบลูกของตัวเองจากข้อมูลดีเอ็นเอที่เคยฝากไว้ โดยลูกของเธอตอนนี้อายุ 33 ปี และได้เปลี่ยนชื่อจากเจี้ยน เจี้ยนเป็น “ปินปิน” หลังจากอยู่ในความดูแลของครอบครัวบุญธรรมครอบครัวหนึ่ง

คำพูดที่คนเป็นแม่พูดทั้งน้ำตา เมื่อได้พบลูกชายครั้งแรกในรอบ 30 ปี คือ “ลูกชาย แม่มาแล้ว” “เจี้ยนเจี้ยน แม่เฝ้ารอวันนี้มานาน 30 ปีแล้ว”

ฝั่งลูกชายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวเช่นกันที่ได้เจอแม่ผู้ให้กำเนิดเขาอีกครั้งพร้อมปลอบแม่ว่า “อย่าร้องไห้เลยแม่” แล้วทั้งสองก็โผเข้ากอดกันท่ามกลางญาติๆ และครอบครัวบุญธรรมของนายปินปิน

พอเห็นเรื่องราวของนางหม่าแล้วแอดก็อยากให้ใครหลายคนที่อยู่ห่างกับครอบครัวในช่วงเทศกาลนี้กลับบ้านไปใช้เวลาร่วมกันซะเหลือเกินนะครับ

ในกรณีนางหม่าแทบไม่มีทางรู้เลยว่าลูกอยู่ไหน ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเจอ แต่สุดท้ายความพยายามตลอด 30 ปีก็ไม่ใจร้ายกับเธอเกินไป เธอได้พบกับลูกชายอีกครั้ง ในทางกลับกัน เรารู้ว่าระยะทางระหว่างเรากับบ้าน รู้ว่าเดินทางด้วยยานพาหนะอะไรที่จะทำให้ถึงที่หมายได้เร็วและปลอดภัยที่สุด เราลองเลือกกลับไปหาพวกเขาสักวันดีไหม กินข้าวร่วมกันสักหน่อยค่อยไปเคาท์ดาวน์กับเพื่อนๆ

แบบนี้ดีไหมครับ?

อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก http://bit.ly/37nI21p

Scroll to top