afterschool

ลูกคุยกับพ่อแม่อย่างสบายใจ

ถ้าอยากให้ลูกคุยกับเราอย่างสบายใจลอง ‘งด’ และ ‘ทำ’ ตามวิธีเหล่านี้ดูครับ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. ตีหน้าตึง
– เพราะจะคิดว่าพ่อแม่ต้องการเวลาส่วนตัว เนื่องจากเหนื่อยเรื่องงานกลัวจะไปสร้างความรำคาญให้ หรือพอจะเข้าไปคุยพ่อแม่กลับไม่สนใจที่จะฟังจนสุดท้ายทำให้เกิดระยะห่างระหว่างพ่อแม่กับลูกโดยไม่รู้ตัว
2. เอาเรื่องลูกไปเล่าต่อ
– ไม่มีใครชอบให้ตัวเองเป็นประเด็นไปพูดในทางไม่ดีหรอก ยิ่งออกมาจากคนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปใหญ่
3. บ่นขิงบ่นข่า
– การดุหรือเตือนลูกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าบ่นเรื่องที่ไม่สมควรเอามาเป็นสาระจะทำให้ลูกไม่เข้าใจและไม่อยากยุ่งด้วยได้
4. คอยจับผิด
– บางครั้งที่ลูกเล่าปัญหาของตัวเองให้พ่อแม่ฟังเพื่อต้องการคำแนะนำที่ดีและคำปลอบใจจากคนที่ไว้ใจได้ แต่ถ้าพ่อแม่คอยขัด

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. เล่นสนุกไปกับเด็กๆ
– ลองเปลี่ยนจากผู้ใหญ่ที่เคร่งขรึมเป็นคนชิลด์ๆ ดู เพราะเด็กๆ ชอบคนที่สนุกไปพร้อมกับเขา หากใครไม่ถนัดสายนี้ลองเริ่มต้นด้วยการทำเสียงตลกๆ อย่างขึ้นเสียงสูงตอนพูดเล่นกับเด็กๆ หรือหัดเล่นหูเล่นตาบ่อยๆ ลูกก็จะสนุกไปกับเราเอง
2. เคารพลูกในฐานะคนๆ หนึ่ง
– ไม่ว่าใครก็อยากโดนปฏิบัติด้วยสิ่งที่ดีๆ ใช่ไหม? ลูกคุณก็เช่นกัน ฉะนั้น อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของลูกไปพูดกับคนอื่นเลย
3. ทำตัวสบายๆ และอารมณ์ดี
– เข้าใจว่าการเป็นผู้ใหญ่มีหลายเรื่องที่เราต้องคิดและจดจ่ออยู่กับมันเลยทำให้หงุดหงิดง่าย แต่ผ่อนคลายดีกว่าเมื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ลูกๆ ของเรานี่แหละจะทำให้เราดีขึ้น
4. ไม่ต้อง ‘เป๊ะ!’ ตลอดเวลา
– โดยเฉพาะเวลาที่ลูกบ่นปัญหาของเขาให้ฟัง บางครั้งคุณอาจคิดว่าเขาก็มีส่วนผิดแต่ตอนนั้นอารมณ์ของเขาไม่ได้ปกติ ถ้าคุณยิ่งจับผิดเขาอีกก็ยิ่งจะทำให้ลูกน้อยใจได้

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2PVvOHK , http://bit.ly/2t4KKtK

อ้างอิงรูปภาพจาก
http://bit.ly/2SoEiIT ,<a href=”https://www.freepik.com/free-photos-vectors/people”>People photo created by jcomp – www.freepik.com</a>

พ่อแม่เป็นโรคอัลไซเมอร์

สมมติว่าวันหนึ่งพ่อจำคุณไม่ได้หรือเขาอาจจะถามคุณในคำถามเดิมซ้ำๆ วันละหลายครั้งและยังถามแบบนั้นซ้ำๆ ทุกวัน คุณคิดว่าคุณจะทำอย่างเดียวกับทั้ง 2 คนนี้ไหม? หากพ่อหรือแม่ของคุณเป็นโรคอัลไซเมอร์

“พ่อพี่เป็นถึงขั้นจำตัวเองและพี่ไม่ได้ แต่เขาไม่เคยลืมมอบรอยยิ้มให้พี่” พี่จอย

วันที่พี่รู้สึกแย่ที่สุดมันไม่ใช่วันแรกที่รู้ว่าเขาเป็นนะ แต่เป็นวันที่หมอบอกว่าอาการของพ่อพี่เป็นหนักแล้ว กินยาไปก็ไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ทำได้คือประคับประคองแกไปเรื่อยๆ หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นก็ช็อก ทำใจนานเกือบปีเพราะในใจเราอยากได้พ่อคนเดิมกลับมา แต่สิ่งที่พ่อแสดงออกกับสิ่งหมอพูดมันตรงกันไปซะทุกอย่าง พ่อลืมหมดแล้วจริงๆ ทั้งตัวเองและก็พี่ การพูดก็พอพูดได้เป็นคำๆ เช่น “หิว” “อิ่ม” “พอ”

แต่สุดท้ายพี่ก็มองว่ามันไม่เป็นไรเลย เพราะยังมีสิ่งหนึ่งที่พ่อไม่ลืม พ่อยังยิ้มให้พี่ทุกทีที่เข้าไปหา ร้องเอาขนมทุกทีที่พี่เอาไปฝาก พี่รับรู้ได้ว่าถึงพ่อจะจำพี่ไม่ได้เลยก็ตาม แต่ความผูกพันระหว่างพี่กับท่านมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม พ่อยังยิ้มให้พี่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย

“พ่อพี่ลืมบ่อยแค่ไหนแต่เป็นเพราะโรค แต่พี่ไม่ควบคุมคำพูดเหมือนลืมว่าพ่อก็ยังมีความรู้สึกอยู่” พี่เวย์

วันนั้นพี่อาบน้ำอยู่ พ่อก็มาเคาะประตู ครั้งแรกพี่ก็ตอบเขาว่า “มีอะไรครับพ่อ”

พ่อใช้การเคาะประตูอีกครั้งเป็นคำตอบ พี่ก็เลยคิดว่าไม่ได้ตอบอะไรดีกว่า

แต่พ่อไม่หยุด พ่อเคาะต่อ “ก๊อกๆๆ” ครั้งที่สาม สี่ ห้า พอครั้งที่หก พี่ปรี๊ดมาก ตะคอกออกไป “อะไรพ่อ!!” เขาก็เงียบไป พอพี่ออกมาเห็นเขานิ่งไปเลย ไม่ยอมพูดอะไร ปกติแค่ 10-20 นาที เขาก็ทำอะไรซ้ำๆ ใหม่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย แววตาของพ่อแสดงความเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้พี่ถึงขั้นรู้สึกผิดไปเลย มานึกเอาทีหลังว่าที่ท่านทำเพราะอยากมีปฏิสัมพันธ์ด้วยซึ่งในตอนนั้น ท่านมีสามารถทำได้แค่นั้น แต่เราดันแสดงอารมณ์แย่ๆ ออกไป ไม่นึกถึงความรู้สึกของท่านสักนิดเลย

เรื่องนี้มันติดอยู่ในใจพี่มากเลยตั้งกฎการตอบสนองพ่อขึ้นมาใหม่ เช่น ถ้าท่านถามคำถามเดิมซ้ำกันหลายๆ รอบ พี่ก็จะตอบเขาให้มากกว่าเดิมจาก 2 เป็น 4 ครั้ง หรือว่าวันไหนที่เรามีความรู้สึกหงุดหงิดจริงๆ เราต้องไม่ตะคอกใส่เขา แต่ให้ใช้เป็นการกอดหรือใช้ภาษากายแทนการพูดตอบซึ่งพอได้ลองทำจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้หนักหนาเกินไปและไม่ได้ทำให้พ่อไม่พอใจกับคำตอบแบบนี้เลย

สิ่งที่ควรรู้หากคุณต้องดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่พบได้มากในวัยผู้สูงอายุซึ่งมีข้อมูลเผยออกมาว่าโรคนี้ในทุกๆ 68 วินาทีจะมีคนเป็นเพิ่ม 1 คน

สำหรับประเทศไทยเมื่อย้อนกลับไปในปี 2558 มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 600,000 คน และมีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยจะสูงถึง 1,117,000 คน ในปี 2573 ซึ่งคนใกล้ชิดของเราอาจจะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นก็ได้ ฉะนั้น เราลองมาดูคำแนะนำจากพี่จอยและพี่เวย์กันครับ

1. ยอมรับให้ได้ว่าเมื่อคนใกล้ชิดเป็นโรคนี้แล้ว เขาก็คือส่วนหนึ่งในชีวิตของเราที่เราต้องดูแลเพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

2. ตกลงกับตัวเองและคนรอบข้างว่าจะแบ่งเวลาดูแลผู้ป่วยอย่างไร จะมีใครที่ดูแลบ้างและแต่ละคนทำหน้าที่อะไร เพราะเราต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์อย่างใกล้ชิดตลอ

3. อดทนกับคำพูดซ้ำๆ ของผู้ป่วยให้ได้และไม่หงุดหงิดใส่ หากรู้สึกไม่ไหวให้ออกมาจากตรงนั้นทำให้ตัวเองอารมณ์เย็นก่อนค่อยกลับเข้าไปใหม่

4. พาผู้ป่วยทำกิจกรรมฝึกความจำเพื่อบริหารสมอง เช่น การฝึกถามตอบความรู้ทั่วไป เล่นดนตรีไทย หรือจะเป็นการนำของเล่นพัฒนาสมองเด็กมาให้ผู้ป่วยเล่นได้

5. ใส่ใจผู้ป่วยให้มากขึ้น เช่น ชวนคุย พาเที่ยว พยายามทำให้เขาได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เขาจะได้ไม่ซึมและไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2t5vFIt

อ้างอิงภาพจาก http://bit.ly/2Ee38CM

พ่อผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของลูก

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับน้องมิลค์ – ด.ญ.วรรรญา วรรณผ่อง เด็กสาวอายุ 12 ปี ตัวแทนประเทศไทยที่สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกได้สำเร็จ ครองแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน

กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ น้องมิลค์ให้ความรักให้กับกีฬาชนิดนี้ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ใช้เวลา 2 ชั่วโมงหลังเลิกเรียนเป็นอย่างน้อย รวมถึงอาวุธลับของเธอ “คุณพ่ออาวุธ” ที่พาแชมป์โลกคนนี้เข้าวงการโดรนเรซซิ่งและอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เป็นพี่เลี้ยงและเบื้องหลังคนสำคัญให้น้องมิลค์เสมอมา พอสรุปได้ดังนี้ครับ

1. คุณพ่ออาวุธพาน้องเข้าวงการนี้ตั้งแต่ 8 ขวบ เพราะสังเกตว่าน้องชอบมองเวลาตัวเองเล่นเฮลิคอปเตอร์บังคับ เวลาพาน้องไปงานแข่งเครื่องบังคับวิทยุต่างๆ น้องก็สนใจสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษก็เลยให้น้องมาลองบินโดรนซึ่งน้องก็เรียนรู้เร็วและทำได้ดีซะด้วย

2. พอเห็นว่าน้องมิลค์มีแวว พ่อก็เรียนรู้การเป็นโค้ชที่ดีและออกแบบการฝึกทักษะและการซ้อมบินโดรนต่างๆ ด้วยตัวเอง เวลาฝึกฝนเพียง 2 เดือน น้องมิลค์ลงแข่งรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ผลปรากฏว่าเธอสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที

3. ลงทุนซื้ออุปกรณ์บินโดรนราคาเกือบแสนบาทไทยให้น้องมิลค์เพื่อให้ได้มาตรฐานในการแข่งขัน

4. พาน้องมิลค์ฝึกซ้อมทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงหลังน้องเลิกเรียน แม้ในช่วงแรกจะฝึกฝนได้ยากและเหนื่อยเพราะยังไม่มีใบขออนุญาตบินโดรนจึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ

5. อยู่เคียงข้างน้องทุกแมชท์การแข่งขัน ไม่ว่าน้องจะลงแข่งขันรายการอะไรก็จะเห็นคุณพ่ออยู่ด้วยกันเสมอ อย่างในภาพประกอบบทความนี้ใกล้เวลาแข่งขันเข้าทุกทีแต่คุณพ่อก็ยังคงอยู่ข้างๆ ลูกจัดระเบียบอุปกรณ์ให้น้องมิลค์จนสุดท้ายน้องก็ป้องกันแชมป์สมัยที่สองได้ในที่สุด

ภาพความประทับใจของพ่อลูกคู่นี้ยังไม่หมด มาชมความน่ารักของทั้งคู่ได้ที่ภาพต่อไปได้เลยครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2EnHOuJhttp://bit.ly/34lwJ85http://bit.ly/2M1wl8C

อ้างอิงรูปภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=Uwg5hsdZsxk , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2 , http://bit.ly/38RkNi2

พ่อแม่เหมาะกับประกันสุขภาพแบบไหน

ปัญหาสุขภาพมาพร้อมกับอายุที่มากขึ้นของพ่อแม่อยู่แล้ว แอดเชื่อว่าหลายคนคงเล็งๆ การทำประกันให้พ่อแม่อยู่บ้าง แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าแผนประกันไหนจะเหมาะกับพ่อแม่มากที่สุด

วันนี้แอดเลยนำข้อมูลและจุดเด่นของแผนประกันผู้สูงอายุที่เป็นที่นิยมจาก 4 บริษัทประกันชื่อดังมาฝากเพื่อประกอบการตัดสินใจกันครับ

1. ประกันชีวิตอาวุโสโอเค ของบริษัท เอไอเอ จำกัด (มหาชน)

แผนประกันนี้สามารถเลือกรับความคุ้มครองได้มากถึง 200,000 บาท และยังให้การคุ้มครองถึงอายุ 90 ปี ในกรณีเสียชีวิตภายใน 2 ปีแรกจะได้รับเงินเท่ากับเบี้ยประกันภัยที่ชำระแล้ว บวกด้วยเงินเพิ่มอีก 2% ของเบี้ยประกันดังกล่าว ส่วนเสียชีวิตภายใน 3 ปีขึ้นไปรับ 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2tlFBhlhttp://bit.ly/36CBqvY

2. ประกันเอ็กตร้าแคร์ ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

แผนประกันนี้มีให้เลือกมากถึง 5 แผน โดยแผนคุ้มครองที่ 3,4,5 สามารถเลือกความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลได้สูงสุดถึง 400,000 บาทต่อครั้ง และแผนคุ้มครองที่ 5 สามารถเลือกค่าห้องได้สูงสุด 6,000 บาทต่อวัน อายุรับประกันตั้งแต่อายุ 6-70 ปี และให้ความคุ้มครองถึงอายุ 81 ปี

สามารถตรวจสอบความคุ้มครองของแต่ละแผนได้ที่ http://bit.ly/2svXXMg

3. มรดกเพิ่มพูน (เพื่อผู้สูงอายุ) ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ( มหาชน )

ประกันสุขภาพผู้สูงอายุของไทยประกันชีวิตให้การคุ้มครองสุขภาพผู้สูงอายุไปจนถึงอายุ 90 ปี เบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 8 บาท โดยช่วยคุ้มครองอุบัติเหตุพิเศษสูงสุด 1,200,000 บาทเมื่ออยู่ครบสัญญา รับเงินสูงสุด 450,000 บาทเพื่อเป็นเงินก้อนให้ลูกหลานได้ ลูกๆ สามารถสมัครให้พ่อแม่ได้ตั้งแต่ 50-75 ปีเลย

ตรวจสอบความคุ้มครองของแต่ละแผนได้ที่ http://bit.ly/2srAJ9R

4. ประกันชีวิต สูงวัย สบายกระเป๋า (เพื่อผู้สูงอายุ) ของ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด

แผนประกันนี้ประกันเน้นช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลเมื่อต้องนอนโรพยาบาล โดยแผนสูงสุดรับเงินชดเชยวันละ 2,500 บาท และรับเงินก้อนเมื่อผ่าตัดใหญ่แผนสูงสุดรับ 25,000 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุดเมื่อในกรณีที่เสียชีวิต 750,000 บาทและเมื่ออยู่ครบสัญญา แผนสูงสุดจะได้รับเงินก้อน 2,000,000 บาท ฉะนั้น อุ่นใจได้เลยว่าคุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก http://bit.ly/2tc49Jp,

 

อ้างอิงรูปภาพ http://bit.ly/2sw20YY

แม่ที่อุทิศเวลาทั้งเช้าเพื่อคนในครอบครัว

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่องชินจังจอมแก่นอาจจะจำภาพ “โนฮาร่า มิซาเอะ” คุณแม่ของชินจังตัวเอกของเรื่องว่าจู้จี้ ขี้บ่น เจ้าอารมณ์และมีท่าไม้ตาย “กำปั้นสว่าน” เขกใส่สามีและลูกของตัวเองเสมอ

แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความเจ้าระเบียบนี้มาจากมิซาเอะหวังจะให้ครอบครัวดูดีและไม่น้อยหน้าใครต่างหากล่ะ

วันนี้ toolmorrow เลยลองหยิบตัวอย่างกิจวัตรช่วงเช้าของครอบครัวนี้มาให้ทุกคนรู้กันว่าเธอทำเพื่อครอบครัวอย่างไร

1. ตื่นก่อนทุกคนในบ้านเสมอ

– เพื่อให้ทุกคนในบ้านออกไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ทันในแต่ละวัน มิซาเอะจึงเป็นคนแรกของบ้านที่ต้องตื่นมาเพื่อปลุกทุกคนเสมอ

2. เตรียมอาหารเช้าสำหรับครอบครัว

– หากมีจานที่กองระเกะระกะบนโต๊ะอาหารที่กินไว้ตั้งแต่เมื่อคืน มิซาเอะคนนี้ก็ต้องรีบจัดการทำความสะอาดเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้กับสามีและลูกๆ กินในช่วงเช้า

3. เป็นตัวกระตุ้นและเรียกพลังให้คนในบ้าน

– แม้ว่าท่าทางการดึงพลังของมิซาเอะจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าใบหน้าที่เกรี้ยวกราดนี่แหละทำให้สามีอย่าง “โนฮาร่า ฮิโรชิ” ตื่นได้และพร้อมออกไปทำงาน

4. เก็บที่นอนให้คนในบ้าน

– ช่วงเวลาเพียงแว้บเดียวระหว่างที่พ่อลูกตระกูลโนฮาร่าดื่มด่ำกับมื้อเช้า มิซาเอะอาศัยจังหวะนี้ปลีกตัวออกมาในห้องนอนเพื่อเก็บที่นอนให้ทุกคนในบ้านอย่างเงียบๆ โดยไม่บ่นหรือว่าใครในบ้านไม่ช่วยเธอเลย

5. คนขับรถจำเป็นให้ชินจัง

– แม้ว่าชินจังจะมีรถรับส่งของโรงเรียนมารับทุกวัน แต่ก็มีหลายครั้งที่ชินจังตกรถเพราะความขี้เซา มิซาเอะเลยต้องไปส่งลูกด้วยจักรยานคู่ใจ โดยที่ไม่ลืมคู่หูตัวน้อย “ฮิมาวาริ” ลูกสาวคนเล็กติดสอยห้อยตามไปด้วย

 

อ้างอิงภาพจาก http://bit.ly/35I4VMN

4 สูตรเมนูสร้างความประทับใจให้คนรัก

อาหารมื้อแรกที่เราจะทำให้แฟน มันคงต้องมีความหมายและความอร่อยผสมลงไปด้วยใช่ไหมครับ

วันนี้ Toolmorrow จึงอยากเอาใจคนที่อยากทำอาหารมื้อแรกให้แฟนจากเมนูที่คนเข้าครัว 3 ท่านแนะนำ ตั้งแต่ระดับเชฟ เจ้าของร้านอาหารคลีนเล็กๆ และพ่อครัวร้านอาหารตามสั่ง ถ้าพร้อมแล้วผูกผ้ากันเปื้อนและเข้าครัวกันเลย

“พาสต้า ซอสเพสโต้” เมนูแนะนำจากพี่ต้น-วัชรรักษ์ สินทัตตโสภณ เชฟขนมหวาน

“ถ้าเป็นอาหารมื้อแรกที่เราทำเพื่อสร้างความประทับใจให้แฟน พี่อยากแนะนำทั้งเมนูของคาวและของหวาน ด้านของคาวพี่อยากให้เป็น “พาสต้า ซอสเพสโต้” เพราะเป็นเมนูที่ไม่ได้เป็นทางการมาก พอทำเสร็จแล้วหน้าตาที่ออกมาก็น่ารักดี ไม่ยากสำหรับมือใหม่แต่แฝงไปด้วยความตั้งใจตั้งแต่การเลือกเส้นและจัดจานให้คนรักครับ”

ส่วนผสมของเส้น
1. เส้นพาสต้า (แล้วแต่ชอบ)
2. น้ำมันมะกอก
3. เกลือ 1 หยิบมือ

ส่วนผสมของซอสและเนื้อสัตว์
4. กุ้ง 6 ตัว
5. ซอสเพสโต้สำเร็จรูป 1 กระป๋อง
6. น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
7. พาร์สเลย์ป่น
8. พาร์เมซานชีสขูด

วิธีทำ
การเตรียมเนื้อสัตว์พร้อมซอสเพสโต้
1. นำกุ้งไปผัดกับน้ำมันมะกอก พอสุก แต่ไม่แห้งเกินไป ตักใส่จานเพื่อพักไว้
2. ราดซอสเพสโต้สำเร็จรูปลงไปบนตัวกุ้งที่เราปรุงเสร็จแล้

การเตรียมเส้นพาสต้า
1. เตรียมหม้อใบใหญ่ปากกว้าง กะพอให้น้ำท่วมเส้นพาสต้าเล็กน้อย รอเดือดแล้วใส่เกลือเพิ่มรสชาติ
2. ใส่เส้นพาสต้าลงหม้อจนให้ปลายเส้นที่ลวกน้ำนิ่ม ค่อยกดเส้นที่เหนือน้ำตามลงไป
3. คนเบาๆ เป็นระยะ ไม่ให้เส้นติดกันหรือติดก้นหม้อ
4. ลวกเส้นตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในฉลาก แต่เทคนิคคือให้ลดเวลาลง 1 นาทีเส้นจะได้ไม่นิ่มไป
5. นำเส้นที่ได้ไปพักในชามพร้อมคลุกน้ำมันเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน

ขั้นตอนผสมเส้นกับซอส
– หลังจากที่เตรียมเส้นกับซอสเสร็จแล้วให้ราดซอสเพสโต้กุ้งที่เตรียมไว้ลงบนเส้นพาสต้าได้เลย ตกแต่งจานด้วยการโรยพาร์สเลย์ป่นและพาร์เมซานชีสป่น

“ทีรามิสุ” เมนูแนะนำจากพี่ต้น-วัชรรักษ์ สินทัตตโสภณ เชฟขนมหวาน

“ทีรามิสุ เมนูนี้แนะนำให้ทำเลย เพราะมันเป็นเมนูสำหรับคนรัก ตำนานเล่าว่าสมัยยังมีสงครามอยู่ ผู้ชายอิตาลีต้องออกไปรบ ภรรยาเลยนำเอาขนมปังกรอบมาผสมกับกาแฟให้สามีของตนพกติดตัวไปทานที่สนามรบ เพื่อเวลาสามีได้ทานแล้วจะได้คิดถึงภรรยาของเขา ที่มาของมันมีความหมายมากจึงเป็นเมนูที่พี่ว่าดีเลยแหละสำหรับการสร้างความประทับใจให้กับแฟนในมื้อแรก”

ส่วนผสม
1. กาแฟเอสเปรสโซ 2 ถ้วย
2. ขนมเลดี้ฟิงเกอร์ 250 กรัม
3. เหล้ารัม 1/4 ถ้วย
4. ชีสมาสคาร์โปเน่ 250 กรัม
5. ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ผสมกาแฟเอสเปรสโซและเหล้ารัมในชามผสม นำเลดี้ฟิงเกอร์ลงจุ่มให้ทั่วแล้วเรียงลงถาดที่มีสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 6×16 เซนติเมตร (สูง 5 เซนติเมตร) จนเต็มถาดซึ่งเราจะเรียงเพิ่มอีก 1 ชั้นก็ได้แล้วแต่ความสูงที่เราต้องการ
2. จากนั้นลงชีสมาสคาร์โปเน่ตามลงไปกลบให้ทั่วเลดี้ฟิงเกอร์
3. โรยหน้าขนมด้วยผงโกโก้ก็พร้อมเสิร์ฟได้เลย

“คอร์นิชเพสตี” เมนูแนะนำจากพี่เจี๊ยบ-ภาวดี ทองนพคุณ ทอยน์ เจ้าของร้านอาหารคลีน

“สำหรับพี่ พี่ว่าเราควรทำอาหารที่แฟนคิดถึง ไม่ได้กินมานาน แค่เราวางจานให้เขาปุ๊บเชื่อพี่คุณจะเป็นเจ้าของรอยยิ้มที่มีความสุขของเขาทั้งวันเลย เมนูแนะนำของพี่ก็เลยเป็น “คอร์นิชเพสตี” อาหารจากประเทศอังกฤษซึ่งเป็นพื้นบ้านของเขา”

ส่วนผสมของแป้งพาย
1. แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
2. เกลือ 1 หยิบมือ
3. เนย 2 ออนซ์
4. น้ำเย็น 2-3 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมของไส้
1. เนื้อบด ½ ถ้วย
2. เกลือ
3. พริกไทย
4. แครอทสับ
5. หอมใหญ่สับ
6. น้ำเกรวี่สำเร็จรูป
7. ไข่ 1 ฟอง

วิธีทำ
การเตรียมแป้งพาย
1. เทแป้ง เกลือและเนยลงในชามใบใหญ่
2. ใช้มือคลุกส่วนผสมให้เข้ากันจนได้สัมผัสคล้ายเกล็ดขนมปัง โดยต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แป้งอุ่นเกินไป
3. เทน้ำลงไปพร้อมใช้มีดปาดเนยที่เย็นคนส่วนผสมให้เข้ากัน ถ้าแป้งแห้งไปให้เติมน้ำเพิ่มได้เลยน้อย
4. ปั้นเป็นก้อนแล้วห่อไว้กับพลาสติกแรปอาหารไว้ 15-30 นาที

การเตรียมไส้
1. นำเนื้อบดไปปรุงรสด้วยเกลือพริกไทยใส่ได้ตามความชอบของเราเลย
2. นำเนื้อบดปรุงรสลงกระทะ ผัดกับแครอท หอมใหญ่และน้ำเกรวี่เล็กน้อยจนเนื้อสุกได้ที่ให้นำเนื้อไปใส่จานพักไว้

ขั้นตอนห่อไส้กับแป้ง
1. เริ่มจากรีดแป้งให้แบนแล้วใส่ไส้ลงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งของตัวแป้ง จากนั้นพับครึ่งแผ่นแป้งที่ว่างไว้ให้ให้ไปบรรจบปลายแผ่นแป้งอีกฝั่ง พับปลายให้เป็นทรงคล้ายกะหรี่ปั๊บให้ทั่วทุกมุมเพื่อไม่ให้ไส้หก
2. นำเข้าตู้อบโดยตั้งไฟไว้ที่อุณหภูมิ 180-200 องศา เวลาประมาณ 40-45 นาที พอสุกก็นำออกมาจากเตา ทาหน้าด้วยไข่แดงพร้อมเสิร์

“ข้าวผัดไข่” เมนูแนะนำจากพี่กอล์ฟ-สิทธิชัย ลาพิมพ์ เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง

“สำหรับผมข้าวผัดไข่ครับ เมนูที่ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่คนไทยคุ้นรส คนไม่คุ้นครัวทำให้คนรักเป็นมื้อแรก บวกกับความตั้งใจพร้อมใส่ใจลงไป จากข้าวผัดธรรมดาเป็นข้าวผัดแสนพิเศษได้ครับ”

ส่วนผสม
1. ข้าวสวย 1 ถ้วย
2. ไข่ไก่ 2 ฟอง
3. ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
5. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
7. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
8. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
9. พริกไทยป่น

วิธีทำ
1. ตั้งกระทะรอจนน้ำมันเดือด ตอกไข่ลงไปแล้วค่อยๆ คนให้ไข่มันเป็นก้อน ไม่ให้เละจนเกินไป
2. พอไข่กึ่งสุกกึ่งดิบให้เอาข้าวลงตามไปผัดแล้วก็ใส่เครื่องปรุง ได้แก่ น้ำตาล ซีอิ๊วขาว น้ำปลา และน้ำมันหอย
3. ใส่ต้นหอมซอยผัดวัตถุดิบเข้ากัน จากนั้นก็ปิดไฟ
4. เสิร์ฟใส่จาน โรยหน้าด้วยผักชีและพริกไทยป่น เพื่อเพิ่มสีสันและช่วยชูรสขึ้นไม่ให้คาวไข่

 

อ้างอิงรูปภาพ : http://bit.ly/2DZWnVo , http://bit.ly/2P1mEJ5 , http://bit.ly/2LBhX6y , http://bit.ly/2ru5Y3Q , http://bit.ly/2RtH1jP

5 ร้านอาหารที่ควรเลี่ยงในเดทแรก ถ้าไม่อยากให้คู่รักส่ายหน้า

เดทแรกเป็นเดทสำคัญที่จะชี้ชะตาความรักของคุณว่าจะรอดหรือจะร่วง เพราะฉะนั้นการเลือกร้านอาหารสำหรับเดทแรกจึงสำคัญมาก วันนี้เรามี 5 อันดับร้านอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในเดทแรกมาฝากกัน เพื่อให้เดทแรกของคุณเป็นเดทที่น่าประทับใจ <3

1.ร้านอาหารเมนูเส้น

ร้านอาหารเมนูเส้นในที่นี้เป็นได้ทั้งก๋วยเตี๋ยว , ขนมจีน เพราะการรับประทานเมนูประเภทนี้ทำได้ยากมาก ยิ่งสำหรับคนต้องการที่จะกินแบบสุภาพ ๆ แล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะเส้นพวกนี้สามารถสะบัดไปมา และทำให้เสื้อคู่เดทของคุณเปื้อนได้ง่าย ๆ

ร้านเมนูเส้น เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก , ขนมจีน , สปาเก็ตตี้

2.ร้านอาหารเมนูแกะ

ร้านอาหารเมนูแกะในที่นี้มีหลายแบบแต่ที่เห็นได้ชัดเลยคือร้านที่ขายของทะเลประเภทกุ้ง หอย ปู เพราะอาหารประเภทนี้ในการรับประทานต้องใช้มือในการช่วยแกะ ซึ่งมันคงเป็นอะไรที่ไม่งามเท่าไหร่ที่จะให้คู่เดทมานั่งมือเปื้อนแกะกุ้งกิน

ร้านเมนูแกะ เช่น ร้านอาหารซีฟู้ด กุ้ง , หอย , ปู

3.ร้านอาหารเมนูแทะ

ร้านอาหารเมนูแทะในที่นี้คืออาหารประเภทที่ต้องใช้การกัด แทะ ดูด เพื่อกินซึ่งแน่นอนเดทแรกใคร ๆ ก็อยากให้ดูดีสำหรับอีกฝ่าย  แต่ต้องมานั่งแทะไก่ทอดกับซี่โครงหมูคู่เดทคุณคงไม่ปลื้มเท่าไหร่

ร้านเมนูแทะ เช่น  ไก่ทอด , เล้งแซ่บ , ซี่โครงหมูย่าง

4.ร้านอาหารเมนูคำโต

ร้านเมนูคำโตมีหลายแบบพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ อาหารประเภทที่ต้องใช้การกัดหรือการอ้าปากที่กว้างกว่าการกินอาหารประเภทอื่น ซึ่งแน่นอนการที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ กินอาหารต่อหน้าคู่เดทแรกคงไม่ใช่เรื่องที่น่าจดจำสักเท่าไหร่

ร้านเมนูคำโต เช่น บิ๊กเบอร์เกอร์ , ซูชิคำโต

5.ร้านอาหารเมนูกลิ่นแรง

ร้านเมนูกลิ่นแรง เอาจริง ๆ แล้วหลายเมนูที่มีกลิ่นแรงก็อร่อยเกินห้ามใจใครหลายคน แต่การชวนคู่รักไปกินส้มตำปูปลาร้าใส่สะตอในเดทแรกก็ดูจะเป็นอะไรที่ แรงไปสักนิดหนึ่ง (หมายถึงกลิ่นนะครับ)

ร้านเมนูกลิ่นแรง เช่น ส้มตำปลาร้า , ขนมปังกระเทียม

 

แต่อย่างไรก็ตามการเดทเป็นเรื่องการตัดสินใจระหว่างคน 2 คน อย่าลืมถ้าถามคู่ของคุณด้วยว่าเขาอยากทานอะไรเป็นพิเศษในเดทแรกเพราะความเอาใจใส่นี้แหละคือสิ่งที่จะทำให้คู่รักประทับใจในเดทแรก <3

 

อ้างอิง

https://bit.ly/2DT5eYD

https://bit.ly/38jYp0y

https://bit.ly/2Rr5Lct

ภาพจาก

https://bit.ly/2LxYGmD https://bit.ly/2LMKHtj https://bit.ly/2EbMa8c

https://bit.ly/2sjQ8sK

https://bit.ly/34k6mj6

https://bit.ly/36riFLO

https://bit.ly/2taYG5L

https://bit.ly/2rsuDGh

4 เทคนิคถ่ายรูปให้แฟนที่ผู้ชายควรรู้

ขอมือคนที่ถ่ายรูปให้แฟนแล้วไม่โดนบ่นหน่อยครับ! ไม่มี..แสดงว่าเราคือเพื่อนกัน

ไม่ต้องหงุดหงิดไป ขนาดช่างภาพอิสระอย่างพีช วรุตม์ ไฉไลพันธุ์ เจ้าของเพจ Peachy Photo ผู้เคยไปลั่นชัตเตอร์ที่งานแต่งแม่ชม “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” มาแล้วยังโดนแฟนสาวตัวเองบ่นได้เลย แต่เรื่องนี้คุณพีชบอกมีทางแก้หลังจากโดนบ่นมานาน บอกเลยว่าไม่ยาก ไปดูกันเลยว่าเราจะแก้ปัญหานี้กันยังไง

หาปัญหาให้เจอก่อน

            อันดับแรกเราต้องเข้าใจปัญหาก่อนว่ามันมีอะไรบ้าง คุณพีชบอกว่าสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักบ่นเรา คือ ทำไมต้องถ่ายรูปให้เขา ‘อ้วน’ ‘เห็นเหนียง’ ‘ตัวใหญ่’ ‘แขนใหญ่’ ‘หน้าดำ’ มันก็คือทุกสิ่งที่ผู้หญิงคิดว่าเขาสวยไม่เท่าตัวจริงนั่นแหละซึ่งปัญหานี้จริง ๆ แล้วผู้ชายอาจมองว่ามันเป็นความจริง ผู้หญิงอ้วนเอง เหนียงใหญ่เองหรืออะไรก็ตามแต่ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องแก้ไขได้และผู้ชายต้องเป็นคนบอกเขา

ถ่ายรูปให้แฟนสวยอย่างไรได้บ้าง

  1. ถ่ายแล้วไม่อ้วน

ต้องไม่ให้ผู้หญิงยืนตรงเหมือนถ่ายบัตรประชาชน เพราะจะทำให้ตัวตัน จากที่อ้วนอยู่แล้ว ดูในกล้องแม่งคูณ 10 ไปเลย วิธีแก้ก็แค่บอกให้แฟนหันข้างสัก 45 องศา ยกศอกขึ้นอย่าให้แขนติดลำตัวมากไปหรือว่าเซฟ ๆ เลยก็หาที่หลบตามมุมกำแพงหรือต้นไม้ ให้ผู้หญิงยื่นหน้าออกมาแบบจ๊ะเอ๋แค่นี้ก็ผอมลงแล้ว

แต่ถ้าอยากได้แบบชั้นสูงขึ้นมาอีกนิดก็ต้องเล่นแสงกับเงา โดยให้แสงตกที่หน้า ให้เงาตกที่ตัวหรือส่วนที่อวบที่สุดของแฟน มันก็จะทำให้รูปมีมิติ มีความน่าค้นหามากขึ้นด้วย

  1. ถ่ายแล้วหน้าไม่บาน

อย่างแรกคือถ่ายไกล ๆ ไปเลยเล็กแน่นอน อย่างที่สอง คือ ถ้าต้องการถ่ายแค่ครึ่งตัว ผู้ชายลองยกกล้องขึ้นหน่อย อย่าถ่ายแบบเสยเหนียง ยิ่งเสยก็ยิ่งอ้วน ยกกล้องขึ้นสักประมาณเหนือหน้าผากนิดหน่อย ถ่ายกดลงมาก็จะดูดีขึ้น หรือจะลองให้ผู้หญิงใช้มือปิดบางส่วนที่ใบหน้า เช่น คางหรือแก้ม มันก็เป็นท่าที่น่ารักดี

  1. ถ่ายแล้วขายาวขึ้น

ถ้าจะให้ผู้หญิงขาดูยาวขึ้น ก็คือ อย่าเหลือพื้นที่ข้างล่างของรูปไว้เยอะ บางคนเข้าใจว่าถ่ายแบบกดมุมกล้องลงจะทำให้ขายาว แต่ผิดมากยิ่งกดยิ่งขาสั้นจ้า ทางที่ดีให้ตั้งกล้องไว้ประมาณเอวผู้หญิงแล้วช้อนขึ้นมานิดหน่อย พยายามให้ขาแบบอยู่ติดกับขอบล่างของกล้อง ถ้าใช้กล้องมือถือรับรองขายาวชัวร์ หรือถ้าแฟนพ้อยต์เท้าก็บอกให้ชี้ปลายเท้ามาหากล้องอย่างนี้ก็ได้

  1. ถ่ายแล้วแขนไม่ใหญ่

อันนี้จะยากนิดนึง แต่สิ่งที่พอแก้ได้ คือ เอามือมาปิดแขน ลองเอามือเท้าสะเอวเล็ก ๆ ไม่ก็เอามือล้วงกระเป๋า เปิดศอกขึ้นหน่อยให้มีช่องว่างระหว่างข้อศอกกับลำตัวก็อาจจะช่วยให้แขนไม่ใหญ่ได้

ถ้าผู้หญิงอารมณ์เสียเพราะภาพที่เราถ่าย เราต้องพูดยังไงให้เธอใจเย็นๆ

สิ่งสำคัญ คือ หลีกเลี่ยงความจริง อย่าพูดอะไรที่ตรงเกินไป เช่น ถ้าแฟนบอกว่า “ทำไมถ่ายมาอ้วนจังเลย” อย่าไปตอบว่า “ก็เธออ้วน” ไม่งั้นพังแน่ ลองเปลี่ยนไปใช้คำพูดอ่อนโยนดู เช่น

“ลองถ่ายใหม่ไหม?”

“ลองมาดูมุมกันก่อนไหมว่ามุมไหนเธอโอเค” ให้โอกาสเขาได้เลือกมุมสวยของตัวเองและคุณตามที่เขาบอกได้ มันก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของคุณที่มีต่อเขา

นอกจากนี้ สิ่งที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุด คือ เปิดกล้องหน้าแล้วหันไปให้ผู้หญิงดู เขาจะมองเห็นว่ามุมไหนสวย พอได้มุมแล้ว เราก็แค่ถามเขาว่าพร้อมไหมแล้วเราก็กดชัตเตอร์ให้เขาเท่านั้นก็จะดีขึ้น เพราะถ้าเราโมโหไป ผู้หญิงก็ไม่ได้รูป ไม่พอเราก็หงุดหงิดด้วย กลายเป็นพังทริปที่จะไปเที่ยวกันอีก เพราะฉะนั้นถ้าหาทางลงที่ใจเย็นๆ ได้ก็น่าจะดีกว่า

เทคนิคของคุณพีชไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ทริปหน้าถ้าไปกับแฟนก็เอาไปใช้ได้เลยคุณพีชไม่หวง

4สิ่งที่ควรพูดและไม่ควรพูดเมื่อแฟนของคุณเป็นประจำเดือน !!

คุณผู้ชายเคยสงสัยไหมว่า ทำไมจู่ๆ แฟนคุณที่ปกติน่ารักราวกับนางฟ้า ถึงกลายร่างเป็นนางมารไปเลยหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ซึ่งสาเหตุที่เธอบอกมาก็คือ เธอกำลังโดนเจ้าประจำเดือนตัวร้ายครอบงำชีวิต ซึ่งเจ้าประจำเดือนนี้เองที่เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตรักวุ่นวายไปเลยช่วงหนึ่งของเดือน วันนี้ เราจึงมานำเสนอสิ่งที่คุณผู้ชายควรทำ และไม่ควรทำ ในช่วงที่แฟนของคุณกำลังจะเป็นประจำเดือนอยู่นั่นเอง

Do : เราเสียใจที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี ขอโทษนะ
Don’t : เธอนั่นแหละผิด จะอะไรนักหนา งี่เง่าอีกแล้ว

เปิดมาเรื่องแรกก็สำคัญมากเลยนะ! เพราะช่วงก่อนที่คุณผู้หญิงมีประจำเดือน จะมีอาการหนึ่งที่ชื่อว่า PMS (Premenstrual Syndrome) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการหงุดหงิด! เครียด! โกรธง่าย! อารมณ์แปรปรวน! และทั้งหมดนี้จะส่งผลให้คุณผู้หญิงมีความรู้สึกอ่อนไหวที่สุด อะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็อาจจะปรี๊ดแตกหรือร้องไห้เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นคุณผู้ชายจะต้องใจเย็นๆ และฟังคุณผู้หญิงสักหน่อย ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเธอเป็นนี้คือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เธอกำลังโดนฮอร์โมนควบคุมร่างกายอยู่ คุณผู้ชายจึงควรควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่าเพิ่งโทษว่าเป็นความผิดของเธอ และพยายามพูดในสิ่งที่เธออยากฟังแทน แค่นี้ก็โอเคแล้ว

Do : ปวดมากเลยเหรอ เดี๋ยวเค้าหาซื้อยาให้นะ
Don’t : จะบ่นอะไรนักหนา ก็เป็นอยู่ทุกเดือน

คุณผู้ชายต้องเข้าใจสักนิดในเรื่องการปวดท้องในช่วงเป็นประจำเดือน เพราะอาการปวดนี้มันเป็นอาการปวดที่หน่วงๆ ปวดแบบหมดเรี่ยวหมดแรง แล้วอาการนี้จะเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงทุกๆ เดือนเลยนะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณผู้ชายควรหลีกเลี่ยงแบบสุดๆ เลยก็คือ การแสดงอาการหงุดหงิดที่แฟนของคุณเอาแต่บ่นปวดท้อง เพราะจะทำให้แฟนของคุณที่ฮอร์โมนกำลังไม่คงที่ปรี๊ดขึ้นมาทันที ทางที่ดีคุณเพียงแค่ทำความเข้าใจว่าเธอกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ พยายามหาสิ่งที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องให้เธอ ก็ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว

Do : อยากกินอะไรเพิ่มอีกไหม เดี๋ยวพาไปกินนะ
Don’t : จะกินอีกแล้วเหรอ อ้วนเป็นหมูพอดี

เวลาประจำเดือนมา ฮอร์โมนที่แปรปรวนจะสั่งให้ร่างกายหิวไม่หยุดฉุดไม่อยู่ (แต่บางคนก็ไม่อยากกินอะไรเลย แล้วแต่คนเหมือนกันนะ) เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยถ้าคุณผู้หญิงจะอยากกินโน่นกินนี่ กินคาวจบต่อหวานผ่านไปสามนาทีอยากกินคาวอีกแล้ว เพราะพวกเธอหยุดไม่ได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณผู้ชายควรทำก็คือเข้าใจและตามใจพวกเธอไปก่อน และห้ามพูดว่าถ้าเธอกินเยอะจะอ้วน เพราะกินเยอะช่วงเป็นประจำเดือนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้นะ

Do : เรารักเธอนะ
Don’t : จะให้พูดว่ารักอะไรบ่อยๆ

อย่างที่ว่าแหละว่าด้วยความที่คุณผู้หญิงฮอร์โมนแปรปรวน หลายๆ อย่างก็รวนตาม ปกติอาจจะเป็นสาวห้าวไม่แสดงออกทางความรักกับคุณ แต่พอมีประจำเดือนกลับขี้อ้อนอยากฟังคำว่ารักขึ้นมาก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นคุณควรปรับตัวตามความต้องการของพวกเธอนะ เพียงแค่คำว่ารัก หรือการแสดงออกทางความรักในรูปแบบต่างๆ เช่นกันการกอด การหอมแก้ม เมื่อโอกาสมาถึงแล้วก็แสดงออกกับเธออย่างเต็มที่ไปเลย! พยายามอย่าไปบอกว่าเธอทำตัวแปลกๆ หรือปฏิเสธการแสดงความรักเลย เพราะฮอร์โมนที่แปรปรวนนี้อาจจะทำให้เธอเข้าใจว่า คุณไม่รักเธอแล้วก็เป็นได้ (ร้องไห้)

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณผู้ชายควรทำและไม่ควรทำในช่วงที่แฟนคุณกำลังเป็นประจำเดือน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในทุกๆ ข้อที่กล่าวมาถ้าคุณทำเป็นประจำกับคนรักของคุณได้ก็จะดีมากเลย เพราะการเข้าใจซึ่งกันและกัน การแสดงออกทางความรักให้แก่กัน ก็เป็นสิ่งที่ทุกๆ คู่รักควรมอบให้อีกฝ่ายอยู่แล้วล่ะเนอะ

4 สถานที่แปลก ๆ ที่ขอแต่งาน…ขอกันแบบนี้ก็ได้เหรอ?!

เมื่อความรักสุกงอม ก็ถึงคราวที่คนสองคนสมควรจะเลื่อนขั้นจากแฟนไปเป็นสามีภรรยา รวมกันเป็นทองแผ่นเดียวกันดังโบราณว่าไว้ ซึ่งการแต่งงานถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในชีวิต จะให้ขอแต่งงานแบบธรรมดาๆ ก็อาจจะซ้ำกับคนอื่นไปหน่อย เพื่อสร้างความประทับใจให้คนรักของคุณมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจึงรวบรวมการขอแต่งงานที่สถานที่สุดแปลกมาเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ครับ

1.ภูเขา

หลายๆ คนคงคิดว่าการขอแต่งงานบนภูเขามันแปลกอย่างไร เพราะก็มีหลายๆ คู่ก็ขึ้นไปขอแต่งงานกัน เพราะเต็มไปด้วยบรรยากาศความโรแมนติกจากความสวยของวิวทิวทัศน์ แต่ถ้าการไปครั้งนี้มันยากลำบากมากๆ ล่ะคุณจะคิดแบบเดิมอยู่ไหม?

สตีฟ ช่างภาพหนุ่ม จากโคโรราโด้  สหรัฐอเมริกา ได้พาแฟนสาวของเขาขึ้นยอดเขาในอุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน เพื่อขอเธอแต่งงาน แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะทางที่จะขึ้นไปช่างยากลำบาก และ ท้าทายพวกเขาเป็นอย่างมาก ต้องผ่านทั้งการปีนหน้าผา ทางเดินแคบๆ มีความอันตรายเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายช่วงเวลาอันน่าประทับใจมาถึงแฟนสาว ตอบตกลงที่จะแต่งงานกับเขา ถือว่าภารกิจนี้คุ้มค่าสำหรับคู่รักนักผจญภัยคู่นี้เหลือเกิน

https://www.youtube.com/watch?v=v3xfLQqphyc

2.ร้านสักลาย

ร้านสักลายก็ขอแต่งงานได้เหรอ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึงและเข้าถึงยากมาก แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ขอแต่งงานที่แสนสุดจะเซอร์ไพรส์และน่าจดจำเลยทีเดียว

อย่างชายคนนี้อยากจะขอแฟนสาวแต่งงาน เขายอมลงทุนสักลายตัวอักษรขอแต่งงานบนร่างกายตัวเอง เพื่อให้สาวของเขาตัดสินใจว่า จะยอมตอบตกลงหรือไม่  และถ้าแฟนสาวของเขาตอบตกลงยอมรับการขอแต่งงาน มั่นใจเลยว่าลายสักนี้จะเป็นความทรงจำดีๆ ของเขาและแฟนตลอดไป แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบตกลงล่ะก็… https://www.youtube.com/watch?v=MleCWhvc-TM

3.กลางอากาศ

คุณคิดว่าช่วงเวลาในการกระโดดลงมากลางอากาศ คุณจะทำอะไรได้บ้างในความสูงระดับหลายพันฟุต หลายๆ คนคงคิดว่าขอแค่ได้รับความตื่นเต้นแล้วยังภาวนาว่าขอให้ลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยก็เป็นอันพอใจ แต่นอกจากจะมีคนที่มีความกล้า และความบ้าเอามากๆ ถึงจะใช้พื้นที่ว่างเปล่าก่อนถึงพื้นโลกขอแฟนสาวแต่งงานได้

อย่างหนุ่มคนนี้ Brandon Strohbehn เขาต้องรวบรวมความกล้า และต้องแข่งกับเวลาที่มีไม่มากนัก

เพื่อทำเซอร์ไพรส์ ขอแฟนสาว Nicole Nepomuceno แต่งงานกลางอากาศ ทำให้เราได้เห็นโมเมนต์ที่น่าประทับใจและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

https://www.youtube.com/watch?v=KpuUsT-jG2o

4.โรงหนัง

การขอแต่งงานในโรงหนังเป็นอะไรที่ยากไม่แพ้กัน และไม่น่าจะเป็นไปได้  เพราะ แค่การคุยโทรศัพท์ในโรงหนังนี่ก็เป็นเรื่องยากและไม่เหมาะสมแล้ว

แต่หนุ่มนักดนตรีชาวออสเตรเลีย ที่ชื่อว่า เลียม คูเปอร์ เขาไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะเขาเล่นใหญ่แบบสุดๆ ด้วยการวางแผนขั้นเทพที่ได้รับร่วมมือจากพ่อตา เพื่อนๆ และพนักงานในโรงหนัง เพื่อขอ เอมี่ แฟนสาวแต่งงาน และนี่คือการเซอร์ไพรท์ขอแต่งงานที่น่าประทับใจที่สุด จนกลายมาเป็นคลิปไวรัลที่โดนใจชาวเน็ต ซึ่งขณะนี้มีคนเข้าไปชมกว่า 10 ล้านวิวแล้ว นับตั้งแต่เผยแพร่เมื่อปี 2558 แต่วิธีการขอแฟนสาวแต่งงานของหนุ่มคนนี้จะเป็นอย่างไรลองชมกันได้เลยครับ

https://www.youtube.com/watch?v=zcQZzYecaJg

 

เป็นอย่างกันบ้างครับ 4 สถานที่ขอแต่งงานแปลก ๆ ที่ล้วนแต่สร้างความประทับใจให้คู่รัก แต่ไม่ว่าจะสถานที่ไหนก็ตาม ถ้าเราตั้งใจทำให้คนที่รัก ทุกที่ก็ล้วนเป็นสถานที่แสนพิเศษ และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีสำหรับคุณและแฟนแน่นอนครับ

Scroll to top