afterschool

รายการรอลูกเลิกเรียน โดย toolmorrow

toolmorrow



ร่วมมือกับ สสส.  ดำเนินกิจกรรมพัฒนาศักยภาพพ่อแม่ผ่านโซเชียลมีเดีย รับมือสังคมไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อปรับเปลี่ยนการสื่อสารภายในครอบครัวลูกวัยรุ่น จึงออกมาเป็นรายการ “รอลูกเลิกเรียน” เป็นรายการที่สามารถตอบปัญหา และนำไปปรับใช้กับครอบครัวได้ โดยรายนี้จะนำ 10 ปัญหา ที่ผู้ปกครองมักกังวลเกี่ยวกับลูกของตนเองมากที่สุด นำมาสร้างเป็นเนื้อหาของรายการทั้ง 10 ตอน ได้แก่ ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง ลูกไม่ช่วยงานบ้าน ลูกกดดันเรื่องการเรียน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ลูกชอบขอของรางวัล ลูกติดมือถือ ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย และลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ โดยเป็นรายการที่ให้ทั้งความสนุกสนานและน่าสนใจ ผู้ชมสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของครอบครัวที่ผ่านปัญหามาแล้ว จนทำให้ผู้ที่ได้ติดตามดูรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในที่สุดคือทำให้ครอบครัวและวัยรุ่นได้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

โดยที่มาของรายการ มาจากสถิติของโครงการวิจัยครอบครัวไทยในเขตเมือง 2557 (Thai Urbanized Family 2014) ที่ระบุว่า 1 ใน 3 ของครอบครัวในเมืองมีสัมพันธภาพน่าเป็นห่วง ขาดการปฏิสัมพันธ์ มีครอบครัวถึง 40% ที่ไม่ค่อยเล่าหรือไม่เล่าอะไรให้คนในครอบครัวฟังเลย มีครอบครัวมากถึง 60% ที่มีการใช้อำนาจ บังคับ ขู่เข็ญ และอีก 33% ไม่ค่อยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมากถึง 34% ด่าทอหยาบคาย ทำร้ายจิตใจ ละเลยทอดทิ้ง รวมถึงมีการทำร้ายร่างกาย 11%

ในรายงาน “การวิจัยสัมพันธภาพครอบครัวกับปัญหาการกระทำความผิดในวัยรุ่น” (วนัญญา แก้วแก้วปาน, 2560) กล่าวว่า “ครอบครัวที่มีสัมพันธภาพที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีลักษณะในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาพูดคุยกันอยู่เสมอ การแสดงออกถึงความรักใคร่ปรองดอง ความห่วงใยซึ่งกันและกัน รวมถึงการปรึกษาหารือร่วมกันเมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น ส่วนครอบครัวที่มีลักษณะตรงกันข้ามคือ มีความห่างเหิน ความไม่เข้าใจกัน ต่างคนต่างอยู่ มีปฏิสัมพันธ์กันน้อย ขาดการสื่อสารที่เข้าใจระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้ทาให้เกิดปัญหาและนำไปสู่พฤติกรรมอัน ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นได้ ดังนั้นการมีส่วนร่วมในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัวจึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคน นอกจากนี้สัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวยังสามารถใช้ในการป้องกันปัญหาพฤติกรรมที่นำไปสู่วงจรการกระทำความผิดของวัยรุ่นในอนาคตได้อีกทางหนึ่งด้วย”

 

โครงการ “รอลูกเลิกเรียน” ไม่ได้เป็นเพียงรายการทีวีดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการสื่อสารของครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่นผ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์โดยทาง toolmorrow ได้ตั้งกลุ่มไลน์ครอบครัว เพื่อพ่อแม่ที่อยากจะเข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องการสื่อสาร เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เข้ามาพร้อมที่ปรับเปลี่ยนเพื่อลูก กลุ่มไลน์จะมีพ่อแม่อาสาที่ผ่านการอบรมด้านการสื่อสารเชิงบวก และยังมีผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวคอยให้คำปรึกษา และแนะนำเทคนิคการสื่อสาร เพื่อวัดระดับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและทักษะการสื่อสาร

การสื่อสารเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อความสุขและความเข้มแข็งของครอบครัว การสื่อสารที่สร้างสรรค์ ในครอบครัวจะทำให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความ เข้าใจกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น เข้าใจความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของกันและกัน แล้วนำมาสู่ความรู้สึกดี ๆ และความสุขในครอบครัว

 

รอลูกเลิกเรียน

ถ้าคุณคิดว่าการคุยกับลูกวัยรุ่นเป็นเรื่องยาก มาดูรายการนี้กัน!!.#รอลูกเลิกเรียนรายการใหม่ของพวกเราที่ทำงานร่วมกับ สสส.และเครือข่าย ที่จะเสริมทักษะให้ผู้ปกครองสามารถสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ดียิ่งขึ้น ออกอากาศครั้งแรก วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562.อย่าลืมแชร์ให้คนในครอบครัวมาดูด้วยกันนะครับ

Posted by Toolmorrow on Tuesday, 26 March 2019

 

toolmorrow ได้จัดตั้งกลุ่ม self-help เพื่อให้ผู้ปกครองที่สนใจที่จะเข้าร่วมกลุ่มเพื่อที่จะเรียนรู้เทคนิคการสื่อสารและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น

กลุ่มผู้ปกครองทั้งหมด 10 กลุ่ม จำนวน 123 คนที่เข้าร่วมกลุ่ม self-help ซึ่งมีผู้ปกครองเข้าร่วมจนจบกิจกรรมทั้ง 9 สัปดาห์ มีผู้ปกครองที่เรียนจนจบอยู่ที่ 96 คน ผู้ปกครองได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ในเรื่องการสื่อสารเชิงบวก การควบคุมอารมณ์   I Message และส่วนเทคนิคอื่น ๆ หลังจากนั้นได้ติดตามสอบถามถึงการยังใช้ความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้รับจากการเข้ากลุ่ม self-help อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน ผู้ปกครองร้อยละ 80 ระบุว่ายังใช้อยู่ทั้งผู้ปกครองที่พบว่าลูกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม เพื่อที่จะยายามทำให้สถานการณ์กับลูกดีขึ้น และนำเทคนิคต่าง ๆ นำมาปรับใช้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ประโยชน์ที่ผู้ปกครองได้รับจากการเข้าเรียนของกลุ่ม self-help  ผู้ปกครองได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้กับลูกของตนได้ ประโยชน์ที่ได้รับจาก self-help  ได้แก่ 1.การเรียนรู้เทคนิคการสื่อสาร ช่วยทำให้สื่อสารกับลูกในวัยรุ่นให้เป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น สื่อสารดีขึ้น เข้าใจลูกดีขึ้น 2.การควบคุมอารมณ์ตนเอง การย้อนมองดูอารมณ์และความคิดตนเองที่มีต่อลูก สร้างความตนะหนักรู้อารมณ์ของตนเองเสมอเมื่อต้องสื่อสารกับลูก  3.การทำความเข้าใจลูก ช่วยทำให้ตนเองเข้าใจลูกในวัยรุ่นได้มากขึ้น ในด้านมุมมองและพฤติกรรม 4.ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น คือการที่มีกิจกรรมทำร่วมกันในบ้านทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น 5.การนำเทคนิคไปปรับใช้กับเรื่องอื่น ๆ คือการนำเทคนิคไปปรับใช้ในด้านอื่นบ้าง เช่น การพูดคุยกับ สามี-ภรรยา 6.มีเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพ กลุ่ม self-help  มีระบบการเรียนการสอนที่เข้าใจและยังสามารถที่จะทำให้ผู้ปกครองกล้าที่จะสื่อสารมากขึ้นกับคนอื่น ๆ  จึงทำให้รับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าการสื่อสารทางเดียว 7.การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ปกครองคนอื่น คือเป็นการแลกเปลี่ยนวิธีในการเลี้ยงลูกจากผู้ปกครองท่านอื่น เพื่อนำมาเป็นประสบการณ์ของตนเองได้ 8.การมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ ผู้ปกครองที่อยู่ต่างจังหวังมีความสะดวกในการเรียนมากกว่าผู้ปกครองที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ได้ที่ facebook : Toolmorrow , Youtube : Toolmorrow

โดยผู้ปกครองที่สนใจอยากพัฒนาทักษะการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น สามารถเข้ามาทำแบบทดสอบความสัมพันธ์และทักษะการสื่อสารของครอบครัวที่ quiz.afterschoolonline.com และสามารถติดตามรับชมรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ได้ที่ Facebook : Toolmorrow , Youtube , www.afterschoolonline.tv

ตั้งแต่โตมาเนี่ยไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลย

‘เราไม่เคยเอ่ยคำว่า “ทำดีแล้วนะลูก” “เก่งจังลูก” แบบนี้เลย เคยแต่ทำไมไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ ทำไมสอบได้คะแนนน้อย ทำไมเล่นเกมเยอะไปมากกว่า’ – ปิยะฉัตร ฉัตรศักดา

อยากชวนให้คุณพ่อคุณแม่ที่อ่านมาถึงตรงนี้ลองนับนิ้วตัวเองดูว่าช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ลูกของเราได้เอาเรื่องดีๆ ที่เขาภูมิใจมาอวดเราบ่อยแค่ไหนและเราพูดชมเขากันบ้างไหม ถ้านับดูแล้วมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ก็คงไม่ต่างจากคุณแม่ท่านนี้ที่ทีมงานได้ร่วมพูดคุยมา

คุณปิยะฉัตร ฉัตรศักดา คุณแม่ที่บอกกับเราว่าเธอไม่เคยชมลูกเลย นำแต่เรื่องที่ผิดพลาดของลูกมาพูดจนมาถึงจุดที่ลูกทำให้เธอรับรู้ว่าไม่ค่อยโอเคกับสิ่งที่แม่ทำ ลูกของเธอแสดงออกอย่างไรและเธอจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ติดตามจากบทสัมภาษณ์เลยครับ

1. ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อก่อนพฤติกรรมของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง เวลาลูกทำอะไรสำเร็จ

กติแม่ก็จะเฉยๆ ไม่ได้ชื่นชมลูก บางทีลูกมาบอกว่าเขาสอบได้คะแนนเต็มบ้าง เกือบเต็มบ้างหรือเขียนเรียงความวันแม่ได้รางวัลมา เราก็เป็นคนที่ไม่ได้เอ่ยปากชมอะไร เพราะเราคิดว่าเขาโตแล้ว เขาก็คงไม่ต้องการคำชมแบบเด็กๆ อีกอย่างเขาเป็นเด็กผู้ชาย เลยคิดว่าคำชมพวกนี้มันไม่จำเป็นสำหรับเขา

2. พอคุณแม่ทำแบบนี้แล้วลูกแสดงออกอย่างไรบ้าง

เขาก็ดูหงอยๆ นะคะ เวลาที่เขามาบอกแล้วเราเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้ต่อว่าหรือแสดงอาการเสียใจให้เราเห็นว่าเขาต้องการคำชมจากเรา แต่พอเป็นบ่อยๆ เข้า แม่ก็เริ่มเห็นว่าเขาจะดูเงียบๆ ไม่มีค่อยมีเรื่องอะไรมาเล่าให้แม่ฟังแบบเมื่อก่อน อย่างเรื่องผลสอบ บางทีแม่จะไปรู้เอาเองจากเพื่อนๆ น้อง เวลาที่ลงคะแนนในเฟซบุ๊ก มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเราทั้งคู่เหมือนห่างกัน

3. ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลยไหมครับ

ก็มีส่วน แต่เหมือนว่าน้องเก็บสะสมจากการที่เราไม่เคยชมมาเรื่อยๆ ผสมกับเรื่องที่เราจะมองเห็นเขาในมุมที่ผิดพลาดมากกว่า โดยเฉพาะเวลาคะแนนสอบออกมาต่ำลง แม่จะชอบพูดกับเขาว่า “เฮ้ย! ทำไมคุณเรียนต่ำลงแบบนี้” และบ่อยครั้งก็ต่อด้วยคำว่า “ตั้งแต่โตมาเนี่ย ไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลย” ซึ่งเป็นคำพูดที่ค่อนข้างแรง แต่แม่ก็จะติดคำพูดนี้มาก แรกๆ น้องก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอเป็นแบบนี้บ่อยขึ้นก็เหมือนเขาเก็บสะสม

วันหนึ่งเขามาบอกว่าเขาสอบคะแนนวิชานี้ไม่ดีนะ แม่ก็บอกว่าเห็นไหมล่ะ? ยิ่งโตก็มีแต่เรื่องที่ทำให้เสียใจ มีแต่เรื่องไม่ดี เขาก็เลยย้อนถามแม่กับมาว่า “ถามจริงๆ ผมไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจเลยหรอ สักครั้งก็ไม่เคยเลยหรอ” ตอนนั้นแม่รู้สึกชาไปทั้งตัวเลย แม่เลยหยุดแล้วเอาคำพูดเขามาคิดทบทวนว่าเราเป็นตามที่ลูกบอกไหมซึ่งมันจริงที่เราไม่ได้ชมเขาและสิ่งที่ลูกทำมันก็ไม่ได้เลวร้ายทุกครั้ง มีบ้างที่ผิดพลาด มีบ้างที่ดี แต่ทุกครั้งที่ดี เราไม่เคยเอ่ยคำว่า “ทำดีแล้วนะลูก” “เก่งจัง” “น่ารักจัง” แบบนี้เลย เคยแต่แบบว่าทำไมคุณไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ ทำไมคุณได้คะแนนน้อย ทำไมคุณเล่นเกมเยอะไปอย่างนี้มากกว่า

4. หลังเหตุการณ์วันนั้นคุณแม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

ก็ตั้งใจฟังเขามากขึ้น พยายามสบตาเวลาเขาพูดกับเรา ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แม่ก็รีดผ้าไป คุยกับเขาไป ตอบเออออส่งๆ ไม่ได้สนใจอะไร นอกจากนี้ แม่ก็พยายามชมเขามากขึ้น อย่างคะแนนสอบออกมาดีหน่อยก็จะบอกว่าเก่งนะลูก พยายามอีกนิดได้ไหม มันน่าจะได้ดีกว่านี้นะ หรือถ้าได้เต็มก็จะบอกเขาว่า แม่ดีใจจัง คราวนี้มาเต็มเลย คราวหน้าเอาแบบนี้อีกได้ไหมก็จะพยายามพูดแบบนี้

5. เมื่อคุณแม่ปรับตัวแล้ว ลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง

เขาก็ดีนะคะ เขาแสดงให้เราเห็นเลยว่าเขาดีใจว่าเราชื่นชมเขา ทั้งสีหน้า รอยยิ้มบอกให้เรารู้ว่าเขาต้องการกำลังใจจากเราตรงนี้ และสิ่งที่แม่รู้สึกดีมากๆ คือ การที่น้องกล้าเล่าทุกเรื่องให้แม่ฟัง แม้บางครั้งน้องได้คะแนนต่ำมา เขาก็กล้าที่จะบอกเราว่าได้คะแนนต่ำนะแม่ หรือได้ดีเขาก็กล้าพูดว่าเขาได้มาเต็มที่เหมือนกันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ห่างเหินกับเขา ภูมิใจในตัวเขา

6. ในความคิดคุณแม่ การเป็นแม่เวอร์ชั่นไม่ชมลูกกับชื่นชมลูกแบบไหนดีกว่ากัน

สำหรับคุณแม่คิดว่าการชมย่อมดีกว่าไม่ชม เพราะมันทำให้น้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งดีๆ ที่ทำ เป็นการแสดงออกว่าเขามีความหมายเเละเป็นความภาคภูมิใจของแม่ ฉะนั้น เวลาน้องทำคะแนนได้ดีน้องจะรับรู้ได้ว่าแม่ดีใจซึ่งตรงนี้จะเป็นแรงผลักดันให้น้องอยากทำคะแนนให้ดีขึ้นอีกเพื่อให้แม่ภูมิใจ

4 ข้อดีเมื่อออกกำลังกายกับแฟน

‘หันซ้ายที ขวาทีไม่รู้จะหยิบจับอะไร’ คงเป็นอาการของสาวๆ หลายคนที่เข้ายิมครั้งแรกและเซย์กู๊ดบายหายไปทันที

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง ทั้งยิมเต็ม สวนสาธารณะก็มีคนวิ่งเต็มไปหมด ถ้าจะให้ไปออกกำลังกายเหงาๆ คนเดียว โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีแฟนด้วยแล้วพวกเขาก็คงคิดหนัก วันนี้ Toolmorrow เลยลองไปสำรวจความคิดเห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายกันเป็นคู่จากหนุ่มสาวชาวฟิตเนสมาฝากครับ

ปริ้นซ์ แพทย์รังสีวิทยา

ปกติผมจะออกกำลังกายคนเดียวตอนเช้า ช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกับแฟนก็จะเป็นตอนเย็นซะมากกว่า แต่ 3 เดือนก่อนหน้านี้ อยู่ดีๆ แฟนก็อยากออกกำลังกาย ผมเลยออกตัวว่าจะพาไปแล้วตารางการออกกำลังกายของผมก็กลายเป็นช่วงเย็นในเวลาที่เราว่างพร้อมกัน ตอนแรกผมต้องปรับตัวพอสมควรเพราะถนัดออกกำลังช่วงเช้า แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะผมได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น นอกจากการทานข้าวเย็นด้วยกัน ที่สำคัญแฟนแข็งแรงขึ้น น้ำหนักตัวเขาลดลงมา 4-5 กิโลกรัมแล้ว ถือว่าแฟนแฮปปี้ ผมก็แฮปปี้ครับ

กิ่งแก้ว ธุรกิจส่วนตัว

สาวโสดที่คิดว่าการออกกำลังกายพร้อมแฟนคงเป็นแรงผลักดันให้สู้ชั้นดี

ปกติจะมาออกกำลังกายกับเพื่อนแล้วก็เห็นคนมาเป็นคู่บ่อยๆ นะ รู้สึกเหม็นความรักดีค่ะ (หัวเราะ) ล้อเล่น เราว่าน่ารักดี ส่วนตัวถ้ามีแฟนก็จะชวนแฟนมาเหมือนกัน เพราะคิดว่าแฟนนี่แหละจะให้กำลังใจเราเวลาท้อๆ ตอนที่น้ำหนักไม่ลง น่าจะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วเลยแหละ มีเรื่องหนึ่งที่ประทับใจมาก เราเคยเห็นเพื่อนคนหนึ่งอัพเฟซบุ๊กขอบคุณแฟนที่ยอมมาวิ่งมาราธอนด้วยกันทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ชอบอะไรและมันเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยมากด้วยซ้ำ ยังไม่จบเพื่อนเขียนต่อว่า “ยังเหลือมิชชั่นดำน้ำที่แฟนชอบ ครั้งหน้าไปทำสิ่งที่เธอชอบด้วยกันบ้าง” ดูดิ น่าอิจฉาป่ะ เห็นแล้วโคตรอิจฉาเลย (หัวเราะ) เราเลยมองว่านอกจากจะเป็นกำลังใจให้กัน ช่วยเซฟตอนออกกำลังกาย สิ่งสำคัญของมันคือได้สร้างความทรงจำที่ดีร่วมกับแฟนค่ะ เวลาท้อๆ มีแฟนอยู่ด้วยมันก็ฟินดีนะคะ

ไนท์ นางแบบอิสระ

ชอบเวลาออกกำลังกายกับแฟนทำให้รู้สึกไม่ค่อยเหนื่อย เพราะเราจะชวนกันคุยเลยทำให้เวลาผ่านไปเร็ว ความพิเศษคือ มีคนคอยดูแลความปลอดภัยให้เรา ถ่ายรูปให้ เอาน้ำให้ มีคนคอยช่วยเหลือ จริงๆ แล้วมีสิ่งหนึ่งที่ไนท์อยากทำกับแฟนด้วยแต่แฟนยังไม่ยอมทำ (หัวเราะ) คือ อยากถ่ายวิดีโอคู่ออกกำลังกายกับแฟน เพราะอยากเป็นเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ มาออกกำลังกาย พาคนที่ตัวเองรักมาออกกำลังกายและใช้เวลาด้วยกันค่ะ

ต้น เทรนเนอร์ส่วนตัว

พี่ชอบนะเวลาเห็นคนมาออกกำลังกายเป็นคู่ มองว่ามันมีข้อดีเยอะเลยแหละ บางทีให้เขายืนคุยกับเทรนเนอร์ทั้งชั่วโมงมันก็เครียดก็เบื่อ แต่ถ้ามากับแฟนก็มีเรื่องอื่นมาคุยผสมกันไป บางคู่ลดน้ำหนักได้เร็วเพราะแข่งกันลดน้ำหนักก็มีเหมือนเป็นแรงกระตุ้นอีกทางน่ะครับ

ส่วนคู่ที่ไม่มีเทรนเนอร์เวลาเขามากับแฟนพี่ว่าเขาก็จะดูเขินน้อยกว่าคนที่มาคนเดียว แบบชวนแฟนไปเล่นตรงนี้กันนะ มีแกล้งใส่น้ำหนักเยอะๆ จนฝ่ายหญิงยกไม่ขึ้นบ้าง มองแล้วยิ้มเลยครับ น่ารักดี พี่เลยว่ามันก็มีมุมที่ดีกว่าที่มาออกกำลังกายเดี่ยวๆ คนเดียวอยู่ครับ เรื่องสำคัญเลย คือ มันมีเพื่อนคุย มันสนุกขึ้น มันได้บรรยากาศที่ไม่ต้องรู้สึกว่ากูเหนื่อย โดดเดี่ยวอยู่คนเดียวเหมือนลูกเทรนพี่ (หัวเราะ)

 

อ้างอิงภาพจาก

http://bit.ly/2OQEcHN

นวดแฟนอย่างไรให้รู้สึกสบายตัวทุกครั้ง

แฟนที่กลับบ้านมาเหนื่อย ๆ เมื่อย ๆ จากที่ทำงานก็อยากจะนวดให้ แต่กลัวนวดไปแล้วแฟนจะเจ็บเพราะเราก็นวดไม่เป็นซะด้วย วันนี้เรามีแนวทางนวดง่าย ๆ ให้กับคุณนั่นเองเป็นท่านวดที่สามารถทำให้แฟนของคุณรู้สึกผ่อนคลายและยังมัดใจแฟนได้อีกด้วย มีอะไรบ้างไปดูกัน

ถ้าแฟนคุณทำงานใช้ความคิด

แฟนของคุณที่ทำงานเกี่ยวกับการตลาด งานที่คิดคอนเทนต์และงานที่ต้องใช้สมองคิดงานอยู่เสมอ ย่อมมีความเครียดอยู่เตลอดเวลา ยิ่งคิดมากก็ยิ่งคิดงานไม่ออก จะเห็นแฟนนั่งอยู่กับงานของตนเองหรือเดินไปเดินมาเพื่อที่จะคิดงานให้ออก  เมื่อแฟนเครียดและคิดงานไม่ออกอยากจะให้แฟนรู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดมากจนเกินไป มาลองดูครับว่านวดแบบไหนเพื่อคลายความเครียด

นวดบริเวณขมับ : แบมือออกมา 1 ข้าง แล้วใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคลึงบริเวณขมับทั้งสองข้างเป็นวงกลม ทำซ้ำประมาณ 4-5 ครั้ง เสร็จแล้วกดน้ำหนักค้างไว้แล้วนับ 1-3 แล้วค่อย ๆ ปล่อยน้ำหนักออก

นวดศีรษะ : ใช้มือสอดเข้าไปในเส้นผมชิดติดหนังศีรษะ แล้วค่อย ๆ กำมือค้างไว้จนรู้สึกตึงที่ศีรษะ ประมาณ 1-3 วินาที เสร็จแล้วจากนั้นเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จนทั่วศีรษะ

นวดบริเวณคิ้ว : ให้กดลงปลายนิ้วโป้งทั้ง 2 ข้าง ลงไปที่หัวคิ้วเบา ๆ แล้วค้างไว้ประมาณ 1 นาทีซึ่งการนวดแบบนี้จะทำให้แฟนผ่อนเครียด ลดอาการเครียดและอาการปวดหัวได้เป็นอย่างดี ยังจะช่วยให้แฟนสามารถคิดงานออกได้ง่ายขึ้น

 

ถ้าแฟนคุณทำงานกับคอมพิวเตอร์ประจำ

เมื่อแฟนของคุณต้องทำงานอยู่หน้าคอมอยู่ตลอดเวลาหรืองานของแฟนคุณที่ต้องทำงานอยู่แต่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว เป็นการทำงานที่ไม่ได้ขยับตัว อาจมีการเมื่อยล้าบริเวณหัวไหล่ ดวงตาและหลังคอ พอแฟนกลับมาบ้านก็จะเห็นอาการเหนื่อยล้าของแฟน พอเดินก็จะไหล่ตก ๆ ควรจะนวดแบบไหนให้แฟนหายเหนื่อยหายเมื่อยจากที่ทำงานและไม่อยากให้แฟนเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม เรามีท่านวดมาแนะนำให้ เพื่อลดความเมื่อยล้าให้แฟน

นวดบริเวณหัวไหล่ : ใช้มือซ้ายกดนวดช่วงไหล่ขวาส่วนที่รู้สึกตึง โดยให้กดน้ำหนักลงไปที่ฝ่ามือ ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำสลับกับไหล่ซ้าย ประมาณ 3 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดความรู้สึกอ่อนล้าในบริเวณไหล่และต้นคอได้ดี

นวดเปลือกตา : ให้ใช้ปลายนิ้วโป้งกดตรงเปลือกตาช่วงหัวตา กดค้างไว้นับ 1-6 เสร็จแล้วค่อย ๆ ผ่อนน้ำหนักออก แต่บอกก่อนว่าอย่ากดน้ำหนักแรงเกินไปนะ เพราะช่วงดวงตาคนเราจะบอบบางเป็นพิเศษ

นวดต้นคอ : เริ่มจากใช้มือวางลงไปที่หลังลำคอ จากนั้นบีบและคลายมือประมาณ 5-10 ครั้ง โดยลงน้ำหนักที่นิ้วกับฝ่ามือพร้อม ๆ กัน

 

ถ้าแฟนคุณเดินทางไกลจากที่ทำงาน

แฟนของคุณที่มีที่ทำงานไกล ด้วยการเดินทางที่ยาวนาน ไหนจะต้องยืนบนรถเมล์ บนรถไฟฟ้าก็ตาม ไหนจะต้องเดินอีก ย่อมมีการเหนื่อยล้าจากการเดินทางอยู่เป็นประจำ แฟนมักจะปวดขาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคุณก็ไม่สามารถจะนวดให้แฟนของคุณหายเมื่อยได้เพราะกลัวนวดไปแล้ว กลัวแฟนจะเจ็บนวดไม่โดนจุดหรือไปโดนจุดที่ไม่ใช่แทน ทางเรามีวิธีนวดจะมาแนะนำและเป็นท่านวดที่ง่าย ไม่ยากจนมากเกินไป

นวดบริเวณขา : แบมือและบีบไปที่ส่วนกล้ามเนื้อขาพร้อมกับลงน้ำหนัก เพื่อทำให้กล้ามเนื้อนั้นผ่อนคลาย นวดแบบนี้ประมาณ 1-3 นาที

นวดข้อเท้า : กางนิ้วชี้และนิ้วโป้งออกจากกัด แล้วจับหลังข้อเท้า จากนั้นลงน้ำหนักมือลงไปให้พอดีมือ ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที

นวดเท้า : ใช้นิ้วโป้งกดไปที่ฝ่าเท้าทั่ว ๆ พร้อมกับลงน้ำหนัก นวดอย่างงี้ประมาณ  30-45 วินาที

วิธีนวดต่าง ๆ ที่เราได้แนะนำและเหมาะสำหรับแฟนของคุณ การนวดก็จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับแฟนคุณได้และจะทำให้แฟนของคุณรักคุณมากขึ้น ด้วยการนวดของคุณเอง สิ่งเล็ก ๆ ที่คุณสามารถทำให้แฟนของคุณได้ ไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่สุขภาพของแฟนคุณก็สำคัญ

อ้างอิงข้อมูล

http://www.gangbeauty.com/topic/105558?fbclid=IwAR18MKWG3tkojjW2Dvcw09L09r43nSmRmo-qlu_1V9Q67qdTglsfosI49Cc

https://www.wongnai.com/beauty-tips/finger-pressure-massage?fbclid=IwAR2hZ3LsfQ7pWyr-LZ9PPdQnquAddMpIMSBqgbqrcrQ2G6lRZ_NBKlViQ3g

อ้างอิงรูปภาพ

https://1th.me/qRfYIhttps://1th.me/7Guqbhttps://1th.me/v2Jrz , https://1th.me/4t34lhttps://1th.me/CpPjm

https://1th.me/GVFKlhttps://1th.me/he9JJhttps://1th.me/52z8Vhttps://1th.me/A75Y4

4 อุปกรณ์บำรุงผิวหน้าที่คุณควรซื้อให้แฟนใช้

ความสวยความงามเป็นของคู่กันกับผู้หญิงอยู่แล้ว ถ้าคุณอยากซื้อสิ่งของแทนใจหรืออยากตอบแทนความรักที่แฟนมีให้กับคุณ Beauty Gadget ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยครับ งั้นเรามาดูกันว่าอุปกรณ์ดูแลใบหน้าของผู้หญิงที่น่าสนใจและเหมาะจะให้แฟนของคุณใช้นั้นมีอะไรบ้าง

1.เครื่องนวดถุงใต้ตา Kuron รุ่น SKIN ENHANCER

แฟนใครรักงานมากองรวมกันตรงนี้!! ไอเทมนี้เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีไลฟ์สไตล์บ้างาน นอนดึกจนขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า แม้บางคนจะใช้ครีมบำรุงแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาดีขึ้นเลย แอดจึงอยากแนะนำเครื่องนวดใต้ตาของ Kuron รุ่น SKIN ENHANCER บอกเลยว่าเอาอยู่! ต่อให้มีพฤติกรรมที่ยัง ใช้สายตาหนัก นอนดึก ตื่นเช้า แต่ผิวใต้ดวงตาดูโทรมน้อยกว่าที่เคยเป็น มีความสดใสมากขึ้นเหมือนได้รับการพักผ่อนมาอย่างเต็มที่ ที่สำคัญไม่มีปัญหาเรื่องครีมรอบดวงตาซึมเข้าผิวช้าและเวลาที่แฟนสาวของคุณแต่งหน้าปกปิดรอยคล้ำใต้ตาก็ไม่ทิ้งคราบให้กวนใจด้วย

ข้อดีของเจ้าตัวนี้ คือ กะทัดรัด พกพาง่าย สะดวก

ส่วนข้อเสียของมันต้องหมั่นทำเป็นประจำอย่าหยุด ไม่อย่างนั้นกลับมาเป็นหมีแพนด้าแน่ๆ

ราคา 1,290 บาท

พิกัด ห้างสรรพสินค้าเซนทรัล, เว็บไซต์ shopee

2.เครื่องล้างหน้า FOREO LUNA PLAY PLUS

ปัญหาผิวหน้าที่สาวๆ กังวลเป็นอันดับต้นๆ ก็ไม่พ้นปัญหาสิวนี่แหละและการล้างหน้าไม่สะอาดก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลายคนเผชิญปัญหานี้ แต่ปัญหาจะหมดไปเมื่อคุณใช้เครื่องล้างหน้าซิลิโคน FOREO LUNA PLAY PLUS มันช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้ล้ำลึก ยิ่งบริเวณซอกจมูกที่ทำความสะอาดได้ยากเมื่อเจอฤทธิ์ของเจ้าเครื่องนี้ก็เข้าไปก็กำจัดสิ่งสกปรกได้เกลี้ยง ผลที่ได้คือผิวสะอาดกว่าที่เคย รู้สึกหน้าเรียบเนียนขึ้น เวลาลงครีมบำรุงหน้าก็เกลี่ยง่ายและซึมลงผิวหน้าได้เร็ว ถือเป็นไอเทมที่แฟนของคุณควรมีติดตัวไว้จริงๆ

เเต่ข้อเสียของเจ้าตัวนี้คือยังไม่สามารถปรับความเร็วในการสั่นได้ เเละยังไม่มีระบบเเจ้งเตือนเพื่อหยุดสั่น

ราคา : 2,200 บาท

พิกัด : Sephora, เว็บไซต์ shopee

3.เครื่องล้างแปรงแต่งหน้าและปั่นแห้ง stylPro

ถ้าแฟนสาวเป็นคนที่แต่งหน้าไปทำงานทุกวัน เครื่องล้างแปรงแต่งหน้านี่แหละเหมาะสมกับคนรักของคุณที่สุดแล้ว ทั้งในเรื่องความสะอาดและช่วยย่นเวลาได้อย่างเยอะเลยล่ะ

รู้มั้ยว่าถ้าแฟนคุณใช้แปรงแต่งหน้าแบบไม่ได้ล้างแปรงเลย สิ่งสกปรกทั้งจากเครื่องสำอาง ฝุ่นที่มาเกาะแปรงก็สามารถทำให้ใบหน้าของแฟนคุณเป็นสิวและระคายเคืองได้ แต่เวลาล้างแปรงสักทีก็ต้องมานั่งเสียเวลาบรรจงล้างทีละอัน แถมยังต้องรอจนแห้งเป็นชั่วโมง ๆ น่าเบื่อเป็นที่สุด เจ้าเครื่องนี้ สามารถทำความสะอาดแปรงได้ด้วยเทคโนโลยีการปั่นความเร็วสูง กำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียออกจากแปรงแต่งหน้าได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญคือแปรงแต่งหน้าของเราจะแห้งพร้อมใช้งานได้ทันทีภายใน 20 วินาทีเท่านั้น!! ดีขนาดนี้ไม่ออกไปซื้อมาให้แฟนก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วครับ

ราคา 4,490 บาท

พิกัด ห้างสรรพสินค้าเซนทรัล, Robison, power buy

4.เครื่องฉายแสง LEDs ลดปัญหาสิว-ผิวอักเสบแบบพกพา Baby Quasar – Clear Rayz for Acne

หากแฟนของคุณมีปัญหาสิวและดื้อยารักษาสิว ไอเทมนี้จะช่วยแฟนของคุณได้เยอะเลยครับ เนื่องจากแสง LEDs มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นกลไกการฟื้นฟูของเซลล์ผิวซึ่งช่วยรักษาสิวและลดรอยแดง ความพิเศษของมัน คือ มีแสง LEDs สีฟ้า และ สีแดงในเครื่องเดียว โดยแสงสีฟ้าช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งลดการเกิดสิวและแสงสีแดงจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนและลดเรือนริ้วรอยได้

ข้อดีของเครื่องฉายแสงตัวนี้ คือ แฟนไม่ต้องเสียเวลาเข้าคลินิกรักษาผิวหน้าและถ้าแฟนดื้อยารักษาสิวผลิตภัณฑ์นี้ก็ตอบโจทย์เธอเหลือเกิน

ส่วนข้อเสียของมัน คือ ค่อนข้างใช้เวลาเพื่อจะให้เห็นผลและถ้าหยุดใช้ไปก็สามารถกลับมาเป็นสิวได้เช่นเคย

ราคา 8,800 บาท

พิกัด เว็บไซต์ babyquasar, overstock


อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก

  1. เครื่องนวดใต้ตา

http://bit.ly/2RdFApD, http://bit.ly/35UBRBg, http://bit.ly/2DOOx0p, http://bit.ly/2P9qa30

  1. เครื่องล้างหน้า

http://bit.ly/2OMhkZR, http://bit.ly/2r2oVe4, http://bit.ly/34XsLUx

  1. เครื่องทำความสะอาดแปรง

http://bit.ly/2ReIlXH, http://bit.ly/33NTyB7, http://bit.ly/2qmAZ9A, http://bit.ly/2LlJ7hN, http://bit.ly/2YgG8MF

  1. เครื่องฉายแสง LEDs ลดปัญหาสิว-ผิวอักเสบแบบพกพา

http://bit.ly/2sKrO3B, http://bit.ly/2DKD81I, http://bit.ly/2DJC52a

พ่อสื่อแม่สื่อ เทคโนโลยีสร้างสัมพันธ์ (ถ้าคุณรู้จักแสดงว่าคุณไม่เด็กแล้ว)

เพจเจอร์

เพจเจอร์เป็นเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวอย่างง่าย สำหรับส่งข้อความสั้นๆ ไปหาอีกฝ่าย ซึ่งจำนวนข้อความก็ถูกจำกัดจำเขี่ยเสียเหลือเกิน วิธีการก็ออกจะเขินๆ หน่อย คือเราต้องโทรศัพท์ไปยังโอเปอร์เรเตอร์ พรรณาความรักความคิดถึงที่มีต่ออีกฝ่ายด้วยข้อความอันสั้น และบอกเลขหมายเพจเจอร์ เป็นอันเสร็จพิธีการ และคุณโอเปอร์เรเตอร์ก็จะพิมพ์ข้อความเหล่านั้นของเราเป็นตัวหนังสือเพื่อส่งไปที่เพจเจอร์คนรักของเรานั่นเอง  เจ้าเพจเจอร์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มวัยรุ่นในช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2544 และความนิยมค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ

บัตรโทรศัพท์ 

จะมีอะไรดีไปกว่าได้โทรคุย ได้บอกรักคนที่เราชอบด้วยตัวของเราเอง ยุคของบัตรโทรศัพท์จึงมีบทบาทมาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งบัตรโทรศัพท์เป็นเหมือนการชำระค่าบริการในการโทรล่วงหน้า มีทั้งแบบ 50 บาท และ 100 บาท ลวดลายมีมากมายหลายแบบให้เลือกสะสม วิธีการก็ง่ายๆ เลยคือ ซื้อบัตรโทรศัพท์ ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เสียบบัตรเข้าไป กดเบอร์คนรัก และบอกความในใจที่มีต่อเขาได้เลย ไม่ต้องพกเหรียญให้หนักกระเป๋ากางเกงอีกด้วย

เครื่องเล่นเทปคลาสเซ็ท

การส่งเพลงสื่อใจให้อีกฝ่ายในแบบที่คลาสสิกผ่านเทปคลาสเซ็ทนั้นมีหลายรูปแบบ มีทั้งการซื้อเทปคลาสเซ็ทของศิลปินคนโปรด ที่มีเพลงรักที่เราอยากมอบให้อีกฝ่าย การโทรไปขอเพลงที่รายการวิทยุ และเมื่อดีเจเปิดเพลงให้แล้วค่อยกดอัดลงในเทป หรือจะอัดเสียงเราลงเล่นเพลงรักหวานซึ้งให้คนที่เราชอบลงในเทปและมอบให้เขาก็ทำได้เช่นกัน แต่อย่าลืมกรอเทปกลับเมื่อจะฟังอีกครั้งล่ะ

แชทรูมในเว็บต่างๆ

จีบกันผ่านแชทรูมในเว็บนี่ถือว่าเป็นยุคแรกในการจีบกันผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งในสมัยก่อนก็มีให้บริการหลายเจ้า เช่น QQ เพิร์ท98 ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีสไตล์ที่แตกต่างกันไป และยุคการแชทผ่านแชทรูมในเว็บไซต์ต่างๆ นั้นมาพร้อมกันกับร้านอินเตอร์เน็ตรายชั่วโมง ที่เริ่มมีการให้บริการมากขึ้นในหลายๆ พื้นที่ เพราะการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในสมัยก่อนไม่เป็นที่แพร่หลาย ลองจินตนาการกลับไปเมื่อยุคนั้น ในร้านอินเตอร์เน็ตก็มีทั้งทีมที่มานั่งเล่นเกมเป็นกลุ่ม และทีมที่เข้ามาแชทกุ๊กกิ๊กจีบกันนั่นเอง

PCT

แล้วก็มาถึงยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ที่ค่าโทรถูกกว่ามือถือ) นั่นคือยุคของ PCT ซึ่งเจ้า PCT ที่ว่านี้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีคลื่นสัญญานน้อยนิด ถ้าคนเยอะอย่าหวังว่าจะโทรหากันติดเชียว เพราะถึงรูปร่างจะเหมือนโทรศัพท์มือถือ แต่คลื่นสัญญานเท่ากับโทรศัพท์บ้าน ถึงอย่างนั้นเอง PCT ก็มีข้อดีหลักๆ เลยก็คือค่าโทรที่ถูกมาก ซึ่งต้องแลกกับการต้องคอยเขย่าหาสัญญานในการสื่อสารเพื่อบอกความในใจกับอีกฝ่าย และสามารถใช้ได้แค่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น

MSN

เจอเธอออนเอ็มเมื่อไร เราควรจะแชทเลยมั้ย หรือต้องแกล้ง ๆ ออฟไลน์ ตื่อดือดึ๊ง! โปรแกรม MSN เพื่อนยากที่เชื่อว่ามีติดอยู่ทุกคอมพิวเตอร์เมื่อ 12 – 13 ปีที่แล้วแน่นอน ซึ่งเจ้าโปรแกรม MSN นี้เป็นโปรแกรทแชทที่เราจะต้องแอด E-mail อีกฝ่ายไปเพื่อพิมพ์ข้อความคุยกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังสามารถเห็นหน้าของอีกฝ่ายได้ด้วยนะถ้ามีกล้อง ถือว่าเป็นโปรแกรมฮอตฮิตที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้สัมผัสการเล่น MSN แน่นอน ฮิตถึงขนาดมีเพลงออกมาเลยนะ

โทรศัพท์ BB

เข้าสู่ยุคสังคมออนไลน์อย่างชัดเจนก็ช่วง BB นี่แหละ BB ย่อมาจาก BlackBerry เป็นยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่มีระบบที่เรียกว่า BlackBerry Messenger มีไว้เพื่อแชทหากันและกัน โดยการแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่า พิน ของอีกฝ่าย เมื่อเราเอา BB ของเราแอดไป ก็สามารถแชทคุยบอกความในใจได้ทันที แต่ข้อเสียก็คือ จะต้องมี BB ทั้งคู่นะ ถ้ามีแค่ฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถคุยกันผ่านระบบแชทได้ ซึ่งสมัยก่อนใครมีเจ้า BB นี้นับว่าเท่เอาเรื่องเชียวล่ะ

 

หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่โทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายดาย หลายคนจีบกันผ่านโปรแกรมอย่างเช่น Line หรือ Facebook Messenger ซึ่งการจีบกันผ่านออนไลน์ก็ทำให้เจอรักแท้กันไปหลายคู่เลยล่ะ เพราะเหนือเทคโนโลยีเหล่านี้คือความจริงใจที่คนๆ หนึ่งต้องการจะมอบให้อีกคนหนึ่งนั่นเอง

รวมของขวัญเพื่อขอบคุณแฟน

การมอบของขวัญเพื่อขอบคุณคนรัก สามารถทำได้ในหลายโอกาสเช่น วันเกิด วันปีใหม่ หรือวันครบรอบ ซึ่งการให้ของขวัญก็ควรเป็นสิ่งที่เหมาะกับคาแรคเตอร์ของคนรัก วันนี้เราขอนำเสนอ 5 ของขวัญแทนคำขอบคุณ สำหรับแฟนในแต่ละสไตล์

1.ของขวัญเอาใจแฟนสายกิน

คนรักสายนี้เหมาะกับคนที่ชอบกินไม่ว่าจะเป็นของหวานหรือของคาว ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าแฟนเราชอบกินอาหารประเภทไหน เมื่อเรารู้ความชอบของเขาแล้วก็จัดชุดใหญ่ให้เลย ขอย้ำว่าชุดใหญ่ ต้องมีความอลังการขึ้นมาอีกหน่อย เพราะจะให้ของขวัญทั้งทีจะให้แบบธรรมดาได้ไง
ตัวอย่างของขวัญเอาใจสายกิน เช่น เค้กแซลมอน , ชุดคอมโบจุใจไก่ทอด , กระเช้าช็อกโกแลต

2.ของขวัญเอาใจแฟนสายเที่ยว

คนรักสายนี้เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวตลอดเวลาที่มีโอกาส รวมไปถึงชอบไปในสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยไป ซึ่งเราก็ต้องดูตามความชอบของเขาว่าชอบเที่ยวที่แบบไหน ดูง่ายๆ จากการโพสถึงสถานที่นั้นบ่อยๆ หรือพูดลอยๆ ให้เราฟังประจำ ถ้ารู้แล้วจะรออะไร วางแพลนดีๆ แล้วพาคนรักของคุณออกไปสร้างความประทับใจกันเลย
ตัวอย่างของขวัญเอาใจสายเที่ยว
เช่น แพคเก็จพร้อมสายการบินไปต่างประเทศ บัตรตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินในดวงใจ หรือจองโรงแรมบรรยากาศสุดโรแมนติก

3.ของขวัญเอาใจแฟนเน้นใช้งาน

เน้นใช้งานในที่นี้หมายถึง สิ่งของที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน คนรักสายนี้เหมาะกับคนที่ชอบของขวัญชิ้นพิเศษที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเราก็ต้องดูตามความเหมาะสม และสไตล์ความชอบส่วนตัวของเขาด้วยนะ
ตัวอย่างของขวัญเอาใจสายเน้นใช้งาน เช่น รองเท้า เครื่องสำอาง นาฬิกา เครื่องประดับต่าง ๆ หรือกล่องของขวัญเก๋ๆ ที่รวมทุกอย่างที่คนรักของคุณชอบ

4.ของขวัญเอาใจแฟนสายรัก D.I.Y

คนรักสายนี้บอกเลยว่าเหมาะกับคู่รักที่ต้องการจะสื่อความรักที่น่าจดจำออกมาเป็นของขวัญที่ประดิษฐ์ขึ้นเองได้ง่าย ๆ โดยบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจที่มีให้ต่อกันผ่านของขวัญชิ้นนั้น เช่น กล่องแห่งความรักใส่ข้อความรักสื่อใจทั้งหมดบรรจุใส่กล่องให้คนรัก ร่วมไปถึงการเซอร์ไพรส์แต่งห้องจัดแสงไฟให้สวยงามพร้อมแปะข้อความสื่อรักทั่วห้อง เพียงแค่นี้บอกเลยว่าได้ใจคู่รักไปแบบเต็ม ๆ
ตัวอย่างของขวัญเอาใจสายสายรัก D.I.Y เช่น D.I.Y. จดหมายสื่อรักประดับด้วยดอกไม้

5.ของขวัญเอาใจแฟนสายเปย์

คนรักสายนี้อาจจะเป็นคนรักที่มีของที่อยากได้หรือกิจกรรมที่อยากจะทำเยอะจนเลือกไม่ถูก ในบางครั้งการให้เงินเป็นของขวัญแล้วให้เขาตัดสินใจเองว่าจะจัดการอย่างไรกับเงินนั้น เขาอยากได้อะไรก็พาเขาไปซื้อถึงที่เลย แต่จะเปย์ทั้งทีต้องมีชั้นเชิงและเต็มไปด้วยความประทับใจหน่อย ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
ตัวอย่างของขวัญเอาใจสายเปย์ เช่น เอาเงินซ้อนไว้ในเค้ก หรือสั่งช่อดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้จากเงิน แต่หลายๆ บ้านก็กำลังเป็นสายเปย์โดยไม่รู้ตัว คือ ยกเงินเดือนทั้งหมดให้คู่รักของคุณเป็นคนจัดการ

“สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย” ของขวัญไม่ว่าจะดีหรือถูกใจคนรับแค่ไหน อย่าลืมการให้ของขวัญด้วยภาษากายและคำพูดดีๆ เช่น การกอด การบอกรักด้วยความใจจริงและน้ำเสียงที่นุ่นนวล เพราะของขวัญที่ดีที่สุดก็คือความรักที่คุณมีให้กันก็เพียงพอแล้ว

อ้างอิงเนื้อหา
https://bit.ly/2YbIKeL , https://bit.ly/2Pc4VNS , https://bit.ly/2LjGw7Z
อ้างอิงรูปภาพ
https://bit.ly/2rLMEPF , https://bit.ly/2Lhz25g , https://bit.ly/2YbIX1x , https://bit.ly/2qkRSS4 , https://bit.ly/2Ybip0x , https://bit.ly/2OJfSYf

พ่อแม่มีส่วนทำให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้า

หลายคนอาจสงสัยกันว่าเด็กหรือลูกของท่านเป็นโรคซึมเศร้าได้ด้วยเหรอ ? เพราะเด็กยังไม่ถึงวัยที่จะต้องรู้สึกหรือรับภาระหนักอะไรขนาดนั้น แต่จริง ๆ เด็กก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง ว่าสิ่งที่เขาต้องรับภาระ สิ่งที่เขาต้องโดนอะไรบ้างจากคนในครอบครัว ซึ่งยังไม่รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมภายนอกนะครับ เรามาดูกันว่าเด็กหรือลูกของท่าน ทำไมถึงมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้และอะไรคือสิ่งที่พ่อแม่ทำให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้า

ก่อนอื่น ! เราต้องมาทำความเข้าใจของโรคซึมเศร้าก่อน

โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง และ โรคซึมเศร้าเรื้อรัง

  1. โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง คือ เป็นอาการซึมเศร้าที่ส่งผลถึงการทำงาน การเรียน รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน
  2. โรคซึมเศร้าเรื้อรัง คือ เป็นอาการซึมเศร้าที่มีความรุนแรงน้อยกว่า แต่ภาวะซึมเศร้าชนิดนี้จะไม่มีวันหายออกไป ซึ่งคนที่เป็นโรคซึมเศร้าชนิดเรื้อรังจะมีอาการแย่กว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง เพราะคนที่เป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรัง ในบางช่วงเวลาจะต้องเผชิญกับเรื่องอะไรบ้างในแต่ละวัน และอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงอีกด้วย

4 พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ส่งผลให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้า

ดุลูกหรือว่าลูก

การดุหรือว่าลูกไม่ได้ผิดเสมอไป การที่ดุลูกนั้นจะต้องมีเหตุผลกับลูกก่อนว่าสิ่งที่ลูกทำไปมันผิด ไม่ใช่สิ่งที่ถูก พร้อมกับอธิบายให้ลูกนั้นเข้าใจอีกด้วย แต่บางครั้งพ่อแม่ที่เหนื่อยจากการทำงาน อารมณ์จากสิ่งภายนอกที่นำเข้ามาในบ้าน ในช่วงเวลานี้แหละ ที่พ่อแม่ไม่พร้อมที่จะสั่งสอนหรืออธิบายเหตุผลให้ลูกนั้นเข้าใจได้อย่างแท้จริง เพราะอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่และคำพูดกับน้ำเสียงที่พูดออกไปให้ลูกได้ฟังคำสั่งสอน คำอธิบายเหตุผล สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกดุถูกว่าอยู่เสมอ ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองนั้นทำอะไรก็ผิด ทำอะไรก็โดยดุโดยว่าอยู่เสมอ ทำให้ลูกมีอาการจิตตกและขาดความมั่นใจในตัวเองไป พ่อแม่ควรปรับอารมณ์ก่อนที่จะคุยกับลูกทุกครั้ง

ขาดการดูแลและการเอาใจใส่

คุณพ่อคุณแม่มักไม่ค่อยมีเวลาว่างดูแลลูกสักเท่าไหร่ เพราะต้องหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดสำหรับครอบครัวที่ต้องหาเช้ากินค่ำ แต่ลูกไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจากพ่อแม่ เพราะในช่วงเวลาที่ลูกต้องการพ่อแม่ ลูกต้องการที่อยากจะเล่าเรื่องราว ลูกต้องการคำปรึกษาจากพ่อแม่ พ่อแม่กลับไม่มีเวลาว่างที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ บางครั้งพ่อแม่ก็กลับบ้านดึกหรือเหนื่อยจากที่ทำงานบ้าง จนไม่มีเวลาดูแลลูก ทำให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ เพียงคนเดียว

ไม่เคยที่จะรับฟังลูก

หลายครั้งที่ลูกอยากจะเล่าเรื่องราว อยากจะอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจ อยากจะบอกเหตุผลที่ให้พ่อแม่เข้าใจหรืออยากระบายเรื่องราวต่าง ๆ กับสิ่งที่ลูกได้ไปเจอมา คุณพ่อคุณแม่มักจะไม่ค่อยรับฟังลูกสักเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่ลูกเล่าหรืออธิบายอะไรให้ฟัง ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ความสนใจและเป็นสิ่งที่ไร้สาระสำหรับคุณพ่อคุณแม่นั้นเอง คุณพ่อคุณแม่มักคิดว่าลูกจะต้องฟังคำพูดจากเราเพียงอย่างเดียว ต้องฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดเท่านั้น ถ้าลูกจะอธิบายหรือบอกเหตุผลอะไรก็ตาม ก็จะหาว่าเถียงพ่อแม่ ไม่เชื่อฟัง ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกกดดันและอึดอัดในสิ่งที่เขาพูดกับพ่อแม่ไม่ได้ เพราะลูกก็ไม่รู้ว่าที่จะไปเล่าเรื่องราวหรืออธิบายกับใครให้เข้าใจได้กับสิ่งที่ลูกต้องเผชิญหน้าอยู่คนเดียว “ลูกมีเพียงแค่พ่อแม่ที่อยู่ข้างเขาเสมอ”

การถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านก็อยากให้ลูกตัวเองเก่งเหมือนใครคนอื่นเขา เวลาเจอเพื่อนบ้านหรือญาติมักจะชอบเอาลูกไปเปรียบเทียบกับลูกของคนอื่นอยู่เสมอ ยกตัวอย่างคำพูด เช่น ทำไหมไม่เหมือนลูกข้างบ้านเลย , ทำไหมลูกไม่เรียนเก่งเหมือนลูกคนอื่น ๆ ถือจะดูเป็นคำพูดที่เหมือนแรงผลักดันก็จริง แต่น้อยมากที่ลูกจะเอาคำเปรียบเทียบของพ่อแม่ไปทำตาม การถูกเปรียบเทียบแบบนี้ ทำให้ลูกรู้สึกกดดัน รู้สึกแย่ รู้สึกไม่มีกำลังใจ และทำให้เครียดหนักมากขึ้น ในสิ่งที่ลูกต้องเจอทั้งภายนอกของโรงเรียนและภายในครอบครัว

สิ่งเหล่านี้ที่พ่อแม่กระทำกับลูก อาจทำให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้าได้โดยไม่รู้ตัว อย่าลืมไปว่าลูกของคุณก็มีจิตใจ มีความรู้สึก มีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะลูกไม่มีใครก็มีแค่คุณพ่อคุณแม่ที่คอยอยู่ข้าง ๆ ลูกอยู่เสมอ เราต้องพยายามเข้าใจลูกมากขึ้น รับฟังมากขึ้น ให้กำลังใจอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีต่อลูกและไม่ทำให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้า

 

อ้างอิงข้อมูล
https://th.theasianparent.com
https://www.pobpad.com
http://www.piyavate.com/article/frontend/article_detail/id/54

อ้างอิงรูปภาพ
https://www.cdc.gov/

 

5 กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการลูกในวัยเล็ก

พ่อแม่หลายคนไม่รู้จะหากิจกรรมอะไรให้ลูกเล่นดี เพราะกิจกรรมสำหรับลูกมีมากมาย แต่จะหากิจกรรมแบบไหนล่ะที่เหมาะสมสำหรับลูกและทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทางเราได้มี 5 กิจกรรมที่เหมาะสำหรับลูกอีกทั้งยังเสริมสร้างพัฒนาการลูกให้ดียิ่งขึ้น

1.กิจกรรมฝึกขยับมือและสายตาให้ประสานกัน

วัยเด็กเล็กอาจเล่นได้ไม่มาก เราอาจให้เด็กได้สนุกกับการขว้างสิ่งของ อาจจะเป็นของเล่นนิ่ม ๆ หรือบอลลูกเล็กเล่นกับเขาแบบส่งลูกไป ให้รับและให้เขาส่งกลับมาหาเรา เพื่อพัฒนาประสานมือและตาเข้าด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มคำสั่งหรือเพิ่มลำดับขั้นตอนในการเล่นได้ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ และฉุกคิดได้ทุกสถานการณ์

2.กิจกรรมร้องเพลงและเต้น

การเปิดเพลงให้เด็กได้ผ่อนคลาย ทำให้ลูกในวัยเล็กได้เต้นได้ร้องเพลงตามวิดีโอและตามจังหวะเพลง กิจกรรมนี้ก็เป็นการพัฒนาการรับฟังเนื้อเพลง ได้จดจำเนื้อเพลง เป็นการเสริมสร้างทักษะลูกได้เป็นอย่างดี เพราะลูกได้สนุกไปกับเสียงเพลง ได้ทั้งการฝึกร้องฝึกพูดตามเนื้อเพลงอีกด้วย

3.กิจกรรมการเคลื่อนไหวตามจังหวะ

การเคลื่อนไหวตามจังหวะก็ถือว่าเป็นการฝึกและพัฒนาการในตัวลูกได้เป็นอย่างดี มีการเคลื่อนไหวช้า การเคลื่อนไหวเร็วตามจังหวะเสียงเพลง เมื่อเพลงหยุดก็ให้ลูกหยุดตามเพลง กิจกรรมนี้จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักที่จะควบคุม ทุก ๆ ครั้งที่ลูกได้ขยับร่างกายตามจังหวะ ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการเดินมากขึ้นและการขยับร่างกายของลูกอีกด้วย

4.กิจกรรมจิตนาการและวาดภาพระบายสี

การวาดภาพระบายสีเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในหลาย ๆ ครอบครัว เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายแล้วยังเสริมสร้างจิตนาการของลูกได้เป็นอย่างดี ยังช่วยฝึกความเข้าใจในสีต่าง ๆ ไม่เพียงแค่เข้าใจแถมยังจะช่วยแยกแยะว่าสีไหนใช้แบบไหน เช่น ทะเลก็สีน้ำเงิน ท้องฟ้าก็สีฟ้า พื้นหญ้าและภูเขาก็สีเขียวกับน้ำตาลและยังช่วยในเรื่องการจดจำของลูกได้เป็นอย่างดี พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะให้เล่นของเล่นมากกว่า เพราะของเล่นในปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปไกลมีความน่าสนใจมากกว่าการมานั่งระบายสีธรรมดา ๆ แต่ทักษะและพัฒนาการที่ได้ก็จะต่างกัน การที่ลูกได้วาดภาพระบายสีเป็นการฝึกสร้างจิตนาการให้กับลูก อีกทั้งยังช่วยให้ลูกฝึกจับดินสอฝึกเขียนได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและนำไปสู่การเขียนตัวหนังสือ ต่างจากของเล่นที่ทำได้แค่จิตนาการและสนุกได้เป็นอย่างดีนั้นเอง

5.กิจกรรมการอ่านและการเล่าเรื่อง

การอ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกในทางด้านจิตนาการ ฝึกทางด้านภาษา การอ่านหนังสือให้ลูกฟังวันละหนึ่งครั้งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น เพราะลูกจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่พ่อแม่ได้มอบให้กับลูก ลูกที่เริ่มหัดพูดหัดสื่อสารกับพ่อแม่ พ่อแม่จะต้องชวนลูกพูดคุยในสิ่งที่ลูกกำลังทำอะไรอยู่ สอบถามว่าเขากำลังทำอะไร เป็นยังไงบ้าง มันเป็นแบบไหนบ้าง เพื่อให้ลูกได้เล่าเรื่องราวในสิ่งที่เขาได้จิตนการออกมา การที่พ่อแม่ชวนคุย ชวนให้ลูกได้เล่าเรื่อง เป็นการฝึกทักษะการพูด จะทำให้ลูกมีพัฒนาการการสื่อสารที่ดีขึ้น  มีทักษะการคิดวางแผนให้ลูกได้เป็นอย่างดี

 

กิจกรรมที่เราแนะนำไปไม่มากไม่น้อยที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในตัวลูกได้เป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่อยากจะให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ลองนำกิจกรรมเหล่านี้ไปใช้ดูครับ

 

อ้างอิงรูปภาพ

<a href=”https://www.freepik.com/free-photos-vectors/kids“>Kids photo created by freepik – www.freepik.com</a>

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.enfababy.com/

เป้าหมายชีวิตไม่ชัด ทำอะไรก็ไม่มีความสุข !

ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เดินตามฝันซึ่งโรยด้วยกลีบกุหลาบ หลายอย่างที่เข้ามาทำให้เป้าหมายของเราไขว้เขว ทั้งความคาดหวังของคนที่บ้าน ความกลัวว่าตัวเองจะมีศักดิ์ศรีสู้เพื่อนไม่ได้ หรือแม้แต่ความสับสนในตัวเอ

แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางรู้เป้าหมายได้เลย นักเขียนจากสำนักข่าวออนไลน์ huffingtonpost ได้ย่อยวิธีทำให้เรารู้เป้าหมายในชีวิตออกมาเป็น 3 หลักคิดง่ายๆ คือ ถามหัวใจ–ลงมือทำ-ไม่ยึดติด

1. อยากให้คุณตั้งคำถามกับตัวเอง – จุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรารู้เป้าหมายในชีวิตของเรา คือ การตั้งคำถามและตอบตัวเองให้ได้ทั้ง 8 คำถามนี้

– ตั้งแต่เกิดมาช่วงเวลาไหนที่คุณมีความสุขที่สุดในชีวิต
– สิ่งที่ทำให้คุณภูมิใจในตัวเองมากที่สุดคืออะไร
– คนที่คุณเคารพนับถือ เขามีคุณสมบัติแบบไหน
– สิ่งที่ทำให้คุณอยากมีชีวิตอยู่และมีแรงฮึดสู้อยู่เสมอคืออะไร
– ทุกวันนี้คุณมีความสุขกับชีวิตไหม
– ถ้าคุณมีเหลือเวลาเพียง 1 สัปดาห์สุดท้ายของชีวิต คุณอยากใช้เวลาทั้งหมดกับอะไร
– ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนโลกได้ คุณอยากให้โลกนี้เป็นอย่างไ
– ถ้าให้เปลี่ยนแปลงโลกเพียง 1 อย่าง คุณจะเปลี่ยนอะไรเพื่อทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น

2. ลงมือทำ

ถ้าคิดไม่ออกว่าเป้าหมายในชีวิตของคุณคืออะไรก็หยุดคิดซะ แล้วลงมือทำเดี๋ยวนี้ ทำให้มาก ลองให้หมดในสิ่งที่เราอยากทำหรือไม่แน่ใจ คำแนะนำที่เหมือนกำปั้นทุบดิน แต่เป็นเรื่องจริง เพราะยิ่งเราทำมากเท่าไหร่ ความชัดเจนในใจของเราก็จะเพิ่มขึ้น บอกเลยว่าไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่ากับตัวคุณ

3. อย่ายึดติดว่าเรามีเป้าหมายเพียงสิ่งเดียว

หลายคนพลาดโอกาสดีๆ เพราะไปผูกมัดตัวเองไว้กับสิ่งที่คิดว่ารัก แต่บางครั้งสิ่งที่เรารักกับไม่ได้เติมเต็มให้เรามีความสุขในชีวิตทั้งหมด ต่างจากคนที่หากินกับอาชีพหลากหลาย มันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีเป้าหมายชีวิต แต่ทุกอาชีพกลับช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตของเขาทุกๆ ด้าน ฉะนั้น ถ้ายังหาเป้าหมายไม่เจอก็จงทำในสิ่งที่คุณหลงใหลไปทุกๆ วัน

ลองทำดูแล้วคุณจะค้นพบเป้าหมายชีวิตได้ไม่ยาก

อ้างอิงจาก

https://www.huffingtonpost.com/shannon-kaiser/3-unexpected-ways-to-find_b_5176511.html
https://www.wikihow.com/Find-Your-Purpose-in-Life

ภาพจาก

https://www.freepik.com/free-photo/sad-man-holding-head-with-hand_3805602.htm#page=1&query=sad&position=5

<a href=”https://www.freepik.com/free-photos-vectors/vintage”>Vintage photo created by jcomp – www.freepik.com</a>

Scroll to top